ยักษ์อีคอมเมิร์ซโกยรายได้แสนล้าน ช็อปผ่านไลฟ์ ดัน TikTok พุ่ง 5 หมื่นล้าน
อีคอมเมิร์ซ
เปิดผลประกอบการปี 2568 สามทหารเสือธุรกิจดิจิทัล “ดีลิเวอรี่-อีคอมเมิร์ซ-โลจิสติกส์” ในไทย “ไลน์แมน” ทำกำไรปีแรก 542 ล้านบาท ขณะที่ “ติ๊กต๊อก ช็อป” โกยรายได้ 5 หมื่นล้าน รวม 3 ยักษ์ “อีคอมเมิร์ซ” ฟันกำไรทะลุ 7 พันล้าน นายกอีคอมเมิร์ซชี้ “ติ๊กต๊อก ช็อป” โตพุ่ง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพจำของธุรกิจ “แพลตฟอร์ม” ในยุคแรก ๆ คือ การที่ผู้เล่นแต่ละรายแข่งกัน “เผาเงิน” ยอมขาดทุนปีละหลักพันถึงหมื่นล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทั้งแจกโค้ดส่วนลดเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันมาซื้อสินค้า และใช้บริการแพลตฟอร์มของตนเอง ขณะที่ฝั่งผู้ขายแทบจะเสนอพื้นที่ในการขายแบบฟรี ๆ หรือแม้แต่กลุ่มไรเดอร์ก็สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากค่ารอบและอินเซนทีฟที่สูงลิ่ว
แต่เมื่อการทำธุรกิจเดินทางมาถึงจุดที่แต่ละแพลตฟอร์มต้องคิดถึงการเติบโตอย่าง “ยั่งยืน” ความใจดีที่เคยมีก็ค่อย ๆ ลดลงไป ไม่ว่าจะเป็นโค้ดส่วนลดที่มีเงื่อนไขในการใช้งานมากขึ้น พื้นที่ในการขายจากที่เคยฟรี ก็มีการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งอัตราปรับเพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงไรเดอร์ก็ถูกหั่นค่ารอบลงด้วย
หลายสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสะท้อนถึง “การรัดเข็มขัด” เพื่อทำให้ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายเปลี่ยนจากลบกลายเป็นบวก ซึ่งหลายแพลตฟอร์มทำได้ตั้งแต่ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และยังคงรักษาระดับมาได้จนถึงปี 2568
3 ยักษ์ “อีคอมเมิร์ซ” กำไรงาม
ในฝั่งของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ “ลาซาด้า” คือรายแรกที่สามารถพลิกทำกำไรได้ตั้งแต่ปี 2564 และสามารถรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบบนฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ในปี 2568 ลาซาด้ามีรายได้ 30,162 ล้านบาท กำไร 1,459 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 28,291 ล้านบาท กำไร 836 ล้านบาท
ขณะที่ “ช้อปปี้” แม้จะเริ่มทำกำไรได้ในปี 2565 ช้ากว่าลาซาด้าเล็กน้อย แต่ช่วงปี 2566-2568 สามารถสร้างการเติบโตของรายได้แบบ “เท่าตัว” โดยปี 2568 ช้อปปี้มีรายได้ 88,387 ล้านบาท กำไร 2,756 ล้านบาท ส่วนปี 2567 มีรายได้ 49,964 ล้านบาท กำไร 4,630 ล้านบาท
และแม้ว่า “ติ๊กต๊อก ช็อป” จะเพิ่งเข้ามาทำตลาดได้ไม่นานเมื่อเทียบกับอีก 2 แพลตฟอร์ม (จดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2566) แต่ก็สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยปี 2567 มีรายได้ 12,066 ล้านบาท ขาดทุน 3,678 ล้านบาท ส่วนปี 2568 รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 54,411 ล้านบาท และมีกำไรถึง 3,089 ล้านบาท
เท่ากับว่า 3 แพลตฟอร์มมีรายได้รวมกันกว่า 1.6 แสนล้านบาท และทำกำไรรวมกันถึง 7,304 ล้านบาท
พฤติกรรมเปลี่ยนหนุน “TikTok” โตเร็ว
นางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย แสดงความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีที่ผ่านมาการเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยมาร์เก็ตเพลซอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกเร่งด้วย 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ Live Commerce, Creator Economy และ AI Commerce
การที่ติ๊กต๊อกช็อป สามารถเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นอันดับต้น ๆ ของตลาดมาจากการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เริ่มต้นการซื้อสินค้าจากการ “ค้นหา” (Search) อีกต่อไป แต่เริ่มจากการ “ค้นพบ” สินค้าผ่านคอนเทนต์ วิดีโอสั้น และคำแนะนำจาก AI บนแพลตฟอร์ม จนเกิดเป็น AI-Driven Commerce ที่ผู้บริโภคจำนวนมากใช้ติ๊กต๊อกเป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร กินอะไร หรือไปที่ไหน
ขณะที่ช้อปปี้ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง จากการพัฒนา User Experience ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล รวมถึงการออกแบบบริการและโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เช่น SPayLater, Loyalty Program และ Gamification ที่ช่วยเพิ่มทั้งเอ็นเกจเมนต์ และอัตราการซื้อซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนลาซาด้ามีจุดแข็งในด้านการรักษาฐานลูกค้าเดิม (Customer Retention) การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และการพัฒนาอีโคซิสเต็ม ที่เชื่อมโยงการซื้อขาย การชำระเงิน และโลจิสติกส์เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร
“ตั้งแต่ปี 2569-2573 ผู้ชนะอาจไม่ใช่แพลตฟอร์มที่มีสินค้ามากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าใจผู้บริโภคได้ดีที่สุด สามารถใช้ข้อมูล AI และเทคโนโลยีในการคาดการณ์ความต้องการ สร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ และทำให้ผู้บริโภคกลับเข้ามาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอ”
“LINE MAN” พลิกทำกำไรปีแรก
ตัดภาพมาที่ธุรกิจฟู้ดดีลิเวอรี่ “แกร็บ” (Grab) เริ่มทำกำไรครั้งแรก ณ สิ้นปี 2565 และยังคงสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 แกร็บมีรายได้ 23,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีรายได้ 19,710 ล้านบาท แต่สัดส่วนของกำไรลดลงประมาณ 1,200 ล้านบาท
ขณะที่ “ไลน์แมน” (LINE MAN) มีรายได้ในปี 2568 ที่ 19,613 ล้านบาท และสามารถพลิกทำกำไรที่ 542 ล้านบาทได้เป็นปีแรก นับตั้งแต่เริ่มให้บริการมา โดยตั้งแต่ปี 2563-2567 ขาดทุนสะสมราว 6,839 ล้านบาท
ส่วน “โรบินฮู้ด” แม้จะมีการส่งไม้ต่อจาก SCBX ไปยังกลุ่มยิบอินซอยได้ปีกว่า ๆ แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในสถานการณ์ที่วางใจไม่ได้ เพราะปี 2568 ยังขาดทุนกว่า 90 ล้านบาท ซึ่งหากรวมตัวเลขติดลบตั้งแต่ปี 2564 จะขาดทุนสะสมอยู่ราว 8,700 ล้านบาท
J&T Express ฟันกำไร 2 พันล้าน
ในสมรภูมิสงครามส่งด่วน แม้ภาพการแข่งขันอาจไม่ดุเดือดเท่าช่วงแรก ๆ แต่ผู้เล่นแต่ละรายยังคงขับเคี่ยวเรื่องการให้บริการ ต้องทั้ง “เร็ว” และ “แม่นยำ” เท่าทันกับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ
ที่ผ่านมาพี่ใหญ่อย่าง “ไปรษณีย์ไทย” ปรับกลยุทธ์หลายอย่าง พยายามสร้างชิ้นงานของตนเองโดยใช้จุดแข็งด้านเครือข่าย และความชำนาญเฉพาะ เช่น การส่งยา นมแม่ หรือของชิ้นใหญ่ ทำให้ในปี 2564-2565 แม้จะเกือบหลับเพราะขาดทุนหลายพันล้านบาทไปแล้ว แต่ก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับมาได้ โดยครึ่งปีแรก 2568 มีรายได้ 11,544 ล้านบาท เป็นกำไรกว่า 631 ล้านบาท
ขณะที่ KEX (ชื่อเดิม Kerry) ยังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมาขาดทุนต่อเนื่องปีละหลายพันล้านบาท ส่วนปี 2568 ยังขาดทุนกว่า 3,240 ล้านบาท แม้จะลดลงจากปี 2567 ที่ขาดทุน 5,911 ล้านบาทแล้วก็ตาม
ด้าน Flash Express ยังสามารถรักษาระดับรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 มีรายได้ 25,626 ล้านบาท กำไร 912 ล้านบาท ส่วนปี 2567 มีรายได้ 24,728 ล้านบาท กำไร 940 ล้านบาท
ฝั่ง J&T Express เรียกว่าโตแบบก้าวกระโดด จากที่ปี 2566 ขาดทุนกว่า 7,093 ล้านบาท ก็สามารถพลิกทำกำไรในปี 2567 ได้กว่า 819 ล้านบาท จากรายได้ 25,487 ล้านบาท และในปี 2568 รายได้เติบโตสู่ 39,047 ล้านบาท เป็นกำไรถึง 2,119 ล้านบาท
ส่วน LEX ของลาซาด้า และ SPX ของช้อปปี้ กอดคอโกยรายได้ และกำไรอู้ฟู่จากงานในระบบบนแพลตฟอร์มของตนเอง โดยปี 2568 LEX มีรายได้ 11,529 ล้านบาท กำไร 856 ล้านบาท และ SPX มีรายได้ 25,643 ล้านบาท กำไร 454 ล้านบาท