Skip to content

‘ทิสโก้’ ชงรัฐบาลใหม่ปลุกหุ้น รื้อเงื่อนไข TISA-ไม่ผูกวงเงิน ‘RMF-PVD’

14 ก.พ. 2569 | 10:54น.
‘ทิสโก้’ ชงรัฐบาลใหม่ปลุกหุ้น รื้อเงื่อนไข TISA-ไม่ผูกวงเงิน ‘RMF-PVD’

ถ้าจะให้เศรษฐกิจที่มีหนี้สูง เดินต่อไปได้ เราต้องสร้างกลไกการออมและการลงทุนระยะยาวควบคู่กันไป และเครื่องมือหนึ่งที่ผมมองว่าสามารถตอบโจทย์ทั้งการออมของประชาชนและการฟื้นบทบาทของตลาดทุนไทยได้ในเวลาเดียวกัน ก็คือ TISA (Thailand Individual Saving Account)” นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

สภาพคล่อง SET หายเกือบครึ่ง

โดย “ไพบูลย์” ชี้ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) ในช่วงที่ผ่านมา คือ สภาพคล่องที่หายไปอย่างมาก จากเมื่อ 4 ปีก่อน ในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะดี มูลค่าการซื้อขายต่อวันเกือบแตะระดับ 1 แสนล้านบาท อย่างเช่นในปี 2564 อยู่ที่ราว 9 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่ในปี 2568 เหลือแค่ประมาณกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง

“ในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งยังเป็นนักลงทุนระยะสั้นที่เทรดรายวัน ซึ่งแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาว ทำให้ตลาดกลายเป็นตลาดที่แทบจะไม่ทำงานแล้ว นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา มูลค่า IPO ไม่ถึง 9,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2564 มีมูลค่า IPO สูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท ดังนั้น รัฐบาล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องช่วยกันดึงนักลงทุนกลับมา และต้องทำให้ยั่งยืนให้ได้”

หนุน “TISA” แก้ปัญหาตรงจุด

ทั้งนี้ “TISA” หรือโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล เป็นหนึ่งในแนวทางที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด เพราะ TISA คือการให้สิทธิลดหย่อนภาษี คล้ายกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) แต่ต่างตรงที่สามารถลงทุนในหุ้นโดยตรงได้ เจ้าของเงินเป็นคนเลือกเอง

ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุน แต่ TISA ต้องออกแบบให้มีแรงจูงใจ ไม่ใช่ออกแบบมาแล้วคนไม่ชอบ และต้องมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของ TISA ไม่ควรมีแค่การเพิ่มทางเลือกในการออมให้คนไทยเท่านั้น แต่ต้องช่วยกันทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้งด้วย ถ้าจุดนี้ชัด ทุกอย่างจะเดินต่อได้

“ผมเป็นคนเริ่มต้นแนวคิด TISA ตอนที่อยู่กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ผมศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง พาคณะกรรมการไปดูงาน NISA ของประเทศญี่ปุ่น แล้วก็พาตลาดหลักทรัพย์ฯไปดูด้วย จนเป็นที่มาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯนำเสนอ ผมคิดว่าเป็นโครงการที่ได้ผล เห็นชัดจากดัชนี NIKKEI ตอนที่เขาเริ่มทำ อยู่แค่กว่า 2 หมื่นจุด วันนี้ขึ้นมาที่กว่า 5 หมื่นจุดแล้ว”

ชงแยกวงเงินจาก “RMF-PVD”

สำหรับรูปแบบ TISA “ไพบูลย์” เสนอว่า ควรแยกเป็นวงเงินเฉพาะ ไม่ควรไปรวมกับวงเงินเดิมเพื่อการเกษียณอายุ โดยปัจจุบันมีทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) อยู่ในวงเงินลดหย่อน 5 แสนบาท ซึ่งเป็นระบบที่ทำมานานและดีอยู่แล้ว และวงเงินดังกล่าว ทุกคนรู้กันว่าต้องลงทุนจนถึงอายุ 55 ปี

ขณะที่ TISA ควรเป็นวงเงินใหม่ และต้องสูงพอที่จะสร้างแรงจูงใจ โดยอาจเริ่มต้นที่วงเงิน 5 แสนบาท และในช่วง 2 ปีแรก ควรเพิ่มวงเงินอีก 3 แสนบาท พร้อมให้ลดหย่อนภาษีเต็มจำนวน ไม่ควรมีตัวคูณ หรือหาร แต่สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ เช่น ถ้าลงทุนหุ้น ESG หรือกองทุน Thai ESG ก็ให้ลดหย่อนเต็มวงเงิน ซึ่งตอนนี้มีอยู่กว่า 200 ตัว ส่วนการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG อาจให้ลดหย่อนได้ในสัดส่วนที่ต่ำลง เช่น 80% เพื่อให้ยังมีทางเลือก

ไม่เห็นด้วยลดสิทธิผู้ลงทุน

“ไพบูลย์” กล่าวว่า ขณะเดียวกันถ้าต้องการให้แต้มต่อกับผู้มีรายได้น้อย ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ควรไปลดสิทธิของผู้ที่ลงทุนตามปกติ เพราะหากลงทุน 5 แสนบาท แต่ลดหย่อนได้เพียง 3.5 แสนบาท ก็จะทำให้คนไม่อยากเข้ามาลงทุน

ส่วนในแง่เงื่อนไขการถือครอง เสนอให้ถือ 5 ปี ไม่ควรผูกกับอายุ 55 ปี เพราะจะไม่จูงใจนักลงทุน ระหว่างถือสามารถปรับเปลี่ยนหุ้นได้ แต่ห้ามเอาเงินออก และเมื่อครบ 5 ปี ก็สามารถออกแล้วเข้าลงทุนใหม่ได้ โดยสามารถลงทุนใหม่ได้ทุกปี ซึ่งจะทำให้มีเงินไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และช่วยเติมสภาพคล่องให้ตลาดหุ้นไทย

“เชื่อว่า TISA จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมาสู่ตลาดทุนไทยได้มาก แต่ต้องออกแบบให้มีประสิทธิภาพ ต้องยอมรับว่ารูปแบบที่ออกมาก่อนหน้านี้ ยังไม่ดึงดูดนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังทุนสูง ทั้งที่เม็ดเงินจากกลุ่มนี้สามารถไหลเข้าสู่ตลาดทุนได้โดยตรง หลายประเทศประสบความสำเร็จกับโครงการลักษณะนี้ ของไทยเองถ้าออกแบบให้เงื่อนไขไม่เข้มงวดเกินไป และวงเงินสูงพอก็จะสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดได้

ปลุกตลาด-ดัน Wealth Effect

“ไพบูลย์” กล่าวว่า ข้อเสนอ TISA ถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งหลังจากรับฟังเสียงสะท้อนก็เหมือนมีการดึงกลับมาปรับแก้รายละเอียดใหม่ ยังไม่แน่ใจว่าจะออกมาในรูปแบบไหน หลังจากเห็นผลการเลือกตั้งแล้ว ทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) จะมีการประชุมและเสนอแนวทางเป็นเสียงเดียวกันกับ รมว.คลังอีกครั้ง

“หากสามารถปลุกตลาดหุ้นขึ้นมาได้ จะเกิด Wealth Effect ตามมา แม้ในระยะสั้น รัฐอาจดูเหมือนสูญเสียรายได้ภาษี จากการลดหย่อน แต่ในระยะยาวจะได้รับภาษีกลับคืนผ่านการบริโภค ภาษีนิติบุคคล และรายได้จากการใช้จ่ายของผู้ที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลทวีคูณทางเศรษฐกิจในที่สุด”

“ซีอีโอ บล.ทิสโก้” ย้ำว่า รัฐบาลต้องใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านรอบนี้ เศรษฐกิจที่มีหนี้สูงจะไปต่อได้ ก็ต้องใช้ทุนเพราะฉะนั้น ต้องปลุกตลาดทุนขึ้นมา ให้ตลาดทุนกลับมาทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่โมเดลเศรษฐกิจชุดใหม่