Skip to content

SC พลิกเกม สลัดภาพแบรนด์ เป็นมากกว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ สู้โลกป่วน

12 มี.ค. 2569 | 10:57น.
SC พลิกเกม สลัดภาพแบรนด์ เป็นมากกว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ สู้โลกป่วน

“โลกทุกวันนี้เกิดการผันผวนทุกภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา การจะอยู่รอดได้ จึงต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ แบรนด์ที่ไม่ปรับตัวจะสูญพันธุ์ในที่สุด SC จึงมีการปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ” ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ถอดรหัสแผนธุรกิจปี 2569

เดินกลยุทธ์ “พลิกเพื่อชนะ”

ไฮไลต์ปีนี้ คือ การประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เพื่อปรับภาพลักษณ์แบรนด์ SC สู่การเป็น “มากกว่าที่อยู่อาศัย” ด้วยกลยุทธ์ “Reform to Perform : พลิกเพื่อชนะ”

“ณัฐพงศ์” ฉายภาพว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกเปราะบาง ประกอบกับสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนตกทอดมา ไม่ว่า “เศรษฐกิจชะลอตัว” ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจในการใช้จ่ายของผู้บริโภค ตามมาด้วย “หนี้ครัวเรือนสูง” อยู่ที่ 87% ของจีดีพี และ “การแข่งขันด้านราคา” โดยเฉพาะกลุ่มบ้านและคอนโดมิเนียมที่ยังเผชิญกับภาวะ “สงครามราคา”

“2-3 ปีที่ผ่านมา SC ปรับตัวล่วงหน้า ทั้งปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบการเงิน เพิ่มพันธมิตรร่วมลงทุน ตลอดจนกระจายความเสี่ยงลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยทยอยปรับพอร์ตโฟลิโอสู่ 3 กลุ่มเครื่องยนต์ คือ อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย, อสังหาฯ รายได้ประจำ และธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น”

จึงเป็นที่มาการประกาศรีแบรนด์และเปลี่ยนโลโก้ในรอบ 20 ปี และรีฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยเหตุผลที่ว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการพอร์ตธุรกิจ ให้เกิดความยืดหยุ่นและหลากหลาย ทำให้บริษัทเติบโตได้ในโลกแห่งความผันผวนและท้าทาย พร้อมสร้างคุณค่าสู่ผู้คนในวงกว้าง

“ณัฐพงศ์” เล่าถึงที่มาการเปลี่ยนโลโก้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกทานตะวัน และเติมสีชมพูและขาว เพื่อให้สีส้มไม่เดียวดาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังเป็นการตะโกนให้ดังที่สุดถึงลูกค้า SC และผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ โดยถอนคำว่า Asset ออกจากโลโก้ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตท่ามกลางธุรกิจที่หลากหลายไม่ใช่แค่ “อสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย” อีกต่อไป แต่เป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่มีข้อจำกัด แต่ยังอยู่ในกรอบพื้นฐานที่มีระบบและแข็งแรง

เปิดโรดแมป 3 กลุ่มธุรกิจ

แม้เศรษฐกิจจะชะลอจากปัจจัยรอบด้าน แต่ “ณัฐพงศ์” ย้ำชัดว่า ปีนี้จะไม่ใช่ปีประคองตัวของเอสซี โดยตั้งเป้าเติบโตทุกตัวเลข เป้ารายได้รวม 25,500 ล้านบาท เติบโต 21% เตรียมงบฯลงทุน 8,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ธุรกิจ แบ่งเป็น ธุรกิจอสังหาฯ 75% และธุรกิจอื่น 25% ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E) จะลดลงเหลือต่ำกว่า 1.2 ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจอสังหาฯ รายได้ประจำ และธุรกิจใหม่ให้มากกว่า 30% เพื่อผลักดันกำไรให้สร้างนิวไฮ 3,000 ล้านบาท ภายในปี 2573

โดยวางหมาก “อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย” ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 33% และเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 23,000 ล้านบาท มีการเปิดตัว 6 โครงการ โดย “แนวราบ” เปิด 8 ซีรีส์ใหม่ 17 โครงการ แบรนด์เวนิว, บางกอก บูเลอวาร์ด, บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์และแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด และโครงการเปิดตัวใหม่ในปีนี้ 4 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ไฮไลต์ คือ โครงการบางกอก บูเลอวาร์ด พอส วิภาวดี-พหลโยธิน

“แนวสูง” เปิด 2 โครงการ มูลค่ารวม 25,500 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ Branded Residence ระดับอัลตราลักเซอรี่แบรนด์ใหม่ บนทำเลพระราม 4 ใกล้กับสวนลุมพินี เป็นคอนโดฯ ราคาสูงที่สุดที่เคยทำมา ราคาต่อ ตร.ม. สูงกว่าสโคปหลังสวน คาดว่า 700,000 บาทต่อ ตร.ม. และอาจแตะ 1 ล้านบาทต่อ ตร.ม. สำหรับยูนิตพิเศษ

และโครงการทำเลย่านบางโพ สำหรับราคาเข้าถึงได้ ราคาต่ำกว่า 150,000 บาทต่อ ตร.ม. คาดว่าจะเป็นแบรนด์เรฟเฟอร์เรนซ์ หรืออาจเป็นแบรนด์ใหม่ ซึ่งทั้งสองโครงการเป็นโครงการร่วมทุน (JV) และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในครึ่งหลังปี 2569

ทำให้ปี 2569 บริษัทมี 98 โครงการ มูลค่า 120,800 ล้านบาท มียอดขายรอรับรู้รายได้กว่า 18,500 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 40% จะทยอยรับรู้ในปีนี้ มาจาก 2 คอนโดฯ ที่รายได้จะเข้ามาในไตรมาส 2/2569 ได้แก่ COBE เกษตร-ศรีปทุม และ COBE รัชดา-พระราม 9 มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทSC

ผุดโมเดล GenSCription

นอกจากนี้เอสซียังรุก “โมเดลเช่าซื้อ” หรือ GenSCription ตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ “เช่าแทนซื้อ” ในรูปแบบคอนโดฯ เซ็กเมนต์กลาง-ล่าง เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย แบ่งเป็น 3 ประเภท 1.เช่าเพื่อซื้อ 2.เช่าเผื่อย้าย และ 3.เช่ายาว ๆ บนทำเลใกล้แหล่งทำงาน อาทิ วงเวียนใหญ่ พระราม 9 คาดว่าจะใช้โมเดลนำค่าเช่ามาใช้เป็นเงินดาวน์สำหรับผู้ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย (Rent to Own) จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการกลางปีนี้

“ตลาดเช่ามันโตขึ้นเรื่อย ๆ สมมุติใน 100 ห้องคอนโดฯ ตัวเลขประมาณ 1 ใน 4 มันมีแนวโน้มเติบโตขึ้น อีกตัวเลขที่น่าสนใจ Rental Rate มันสูงขึ้นเหมือนกัน ประเทศไทยเมื่อก่อนค่าเช่าสูงสุดอยู่ที่ 1,000 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน วันนี้บางทำเลอาจเกินราคานั้นไปแล้ว อย่างทำเลสโคปหลังสวนราคาเกิน 2,000 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือนไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่ราคาสามารถทะลุราคาเดิมไปได้”

อัด 4 พันล้านกระจายพอร์ต

ขณะที่ “อสังหาฯ รายได้ประจำ” ซึ่งครอบคลุมธุรกิจโรงแรม แวร์เฮาส์ ออฟฟิศ และอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในสหรัฐ ปีที่ผ่านมามีรายได้ 1,200 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้รวมโตราว 70% ที่ 2,000 ล้านบาท ผ่านการ “ขยายธุรกิจ Hospitality” เพิ่มอีก 450 ห้อง จากปัจจุบัน 1,215 ห้อง ในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต เนื่องจากเป็นทำเลศักยภาพและมีโอกาสในการเติบโต และปีนี้วางเงินลงทุน 2,000-3,000 ล้านบาท ขยายคลังสินค้าโซนบางนา-อีอีซี เพิ่ม 170,000 ตร.ม. เป็น 200,000 ตร.ม. และลงทุนธุรกิจใหม่พลังงานทางเลือก “ธุรกิจโซลาร์เซลล์” รองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้บริษัท SCX 360

ส่วน “ธุรกิจใหม่” จะครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย, ดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ เตรียมงบฯลงทุน 3 ปี 1,000 ล้านบาท โดยปีนี้เปิดตัว SCANVA บริษัทให้บริการหลังการขายผ่านแบรนด์ Scable ขยายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ และเปิด LINTON บริการคอนเซียร์จ ที่ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับอัลตราลักเซอรี่ ตั้งเป้าปีนี้มีรายได้ 400 ล้านบาท เติบโต 60% จากปี 2568

ถือเป็นการขยับใหญ่ที่น่าติดตาม ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจถาโถม !