“บุญคลี ปลั่งศิริ” อดีตซูเปอร์ CEO และที่ปรึกษาธุรกิจ แชร์ไอเดียบนเวทีสัมมนา THE LONG GAME เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ในหัวข้อ “The Professional : มุมมองจากประสบการณ์”
บุญคลีกล่าวว่า กติกาโลกที่เคยพูดถึงในยุค Globalization ประกอบด้วย Free Flow 3 ด้าน ได้แก่ Free Flow of Goods หรือการค้าเสรี, Free Flow of Capital ซึ่งในยุคนั้นมีกลไก BIBF รองรับ และ Free Flow of People ที่ถูกมองว่าเป็นเทรนด์เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว แต่ในวันนี้ทั้ง 3 ด้านต่างมีปัญหาพร้อมกัน ทั้งการค้าเสรีที่สะดุด กระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาจนมีทุนเทาเต็มบ้านเต็มเมือง และปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ
ยังไม่รวมถึงนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาแตะเรื่องการค้าเสรีและนโยบาย Immigration ซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณที่รุนแรงมาก หากมองในแง่ดีกับคุณทรัมป์ ก็ต้องขอบคุณที่ส่ง Wake-Up Call ให้เรา บอกว่าต้องรีบปรับตัวได้แล้ว พร้อมยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่เคย Free Flow ทุกอย่าง แต่ปัจจุบันหันมาควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มข้น
บุญคลีอธิบายว่า คำว่า Resilience ฟังดูสวยงามในภาษาอังกฤษ แต่ความหมายจริงในบริบทนี้คือ “ตัวใครตัวมัน” หรือการที่แต่ละองค์กรต้องสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม เขามองว่านี่คือ Wake-Up Call ที่ดี และยังไม่สายเกินไปที่จะปรับตัว
3S ทฤษฎีเก่าที่ยังใช้ได้ในโลกใหม่
ในแง่การปรับตัวขององค์กร บุญคลีมองว่าหัวใจของการบริหารไม่ได้เปลี่ยนไป เพียงแต่ความเร็วและเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นเร็วขึ้นมาก โดยองค์กรขนาดกลาง (Mid Cap) มักปรับตัวได้ดีกว่า ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่และราชการมักปรับตัวได้ช้าที่สุดและถูก Disrupt มากที่สุด เขายังยืนยันความเชื่อในทฤษฎี 3S ที่มีมากว่า 30 ปี ได้แก่ Strategy (ยุทธศาสตร์), System (ระบบ) และ Structure (โครงสร้าง)
โดยชี้ว่าองค์กรไทยมักติดหล่มเรื่อง Structure เพราะโครงสร้างส่วนใหญ่ยังอิงกับ “ตัวบุคคล” มากกว่า “ฟังก์ชัjน” หรือ “ยุทธศาสตร์” และยังมีตัวที่ 4 คือ Staff หรือคน ที่หากไม่ Align กันองค์กรก็ขับเคลื่อนไม่ได้

บุญคลีแนะนำว่ากระบวนการวางแผนธุรกิจที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการตกลงเรื่อง Strategy ในทีมผู้บริหารก่อน แล้วจึงมาดู Structure ว่ารองรับยุทธศาสตร์หรือไม่ จากนั้นตั้ง KPI (ดัชนีชี้วัด) ที่ชัดเจน และสุดท้ายถึงจะลงไปสู่ Action Plan (แผนปฏิบัติการ) และ Budget โดยไม่ควรรีบข้ามไปที่ตัวเลขตั้งแต่ต้น
“อะไรที่พูดได้แต่เขียนไม่ได้ แสดงว่าทำไม่ได้ เพราะถ้าเขียนไม่ได้ก็สื่อสารไม่ได้ และถ้าสื่อสารไม่ได้ก็ไม่มี Execution เกิดขึ้น”
หากเกิด Crisis ไม่ควรรีบปรับแผนธุรกิจทันที แต่ควรออกมาตรการเฉพาะหน้าก่อน เช่น Freeze การรับพนักงานใหม่ ชะลอ CAPEX (งบฯลงทุน) และลด Marketing Expense (ค่าใช้จ่ายการตลาด) แล้วรอให้สถานการณ์นิ่งก่อนค่อยปรับแผน
การสร้างองค์กรให้เป็นมืออาชีพเป็นสิ่งที่เขาพูดถึงมาโดยตลอด ธุรกิจโดยทั่วไปมี 2 รูปแบบ คือธุรกิจที่บริหารโดยเจ้าของ และธุรกิจที่บริหารโดยมืออาชีพ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าวิธีไหนดีกว่ากัน จากประสบการณ์เชื่อว่าองค์กรที่ดีที่สุดคือองค์กรที่มีเจ้าของ บริหารโดยมืออาชีพ
บุญคลีย้ำว่าองค์กรที่ดีที่สุดคือองค์กรที่มีเจ้าของ ซึ่งเชื่อในธรรมาภิบาล และให้มืออาชีพบริหาร โดยธุรกิจที่จะเติบโตได้ต้องสามารถดึงดูดคนเก่งได้
“คนเก่งอยากอยู่กับคนเก่ง เหมือน Ivy League เราต้องสร้างคนให้เก่งก่อน แล้วโมเมนตัมจะเกิดขึ้นเอง”
โดยสิ่งที่ดึงดูดคนเก่งได้ดีที่สุด คือพนักงานปัจจุบันของบริษัทนั่นเอง และเน้นว่าธรรมาภิบาลคือคีย์เวิร์ดสำคัญในยุคนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
AI เปลี่ยนโครงสร้างทักษะในองค์กร
บุญคลีแบ่งระดับทักษะ AI ออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ Basic User ที่ใช้งานเบื้องต้นเหมือนใช้ Google, Operator ที่ใช้ AI ในงานประจำ, Strategic Thinker ที่ใช้ AI ออกแบบกระบวนการ, Innovator ที่ใช้ AI ออกแบบสินค้าและบริการใหม่ และ Transformer ที่ใช้ AI ปรับเปลี่ยนองค์กรในระดับโครงสร้าง
เขามองว่าในอนาคตทักษะของคนในองค์กรจะเหลืออยู่ 2 กลุ่มหลักคือ นักคิด และนักทำ โดยคนระดับล่างมีแนวโน้มถูกแทนที่ด้วย AI มากขึ้น ขณะที่คนที่ใช้ AI ได้เก่งจะมีโอกาสในตลาดแรงงานมากกว่า
“คนที่เล่น AI ได้เก่งมักมีโอกาสได้งานที่ดี และในยุคนี้คนเพียง 3-5 คนที่ใช้ AI เป็น อาจสร้างธุรกิจยอดขายร้อยล้านได้”
บุญคลีทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ว่าควรเริ่มจากการตรวจสอบระบบบัญชีให้ถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใส
“ผมแนะนำให้ทำบัญชีเดียวไปเลย ผมไม่ค่อยส่งเสริมให้ทำหลายบัญชี เพราะมันจะหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ”
เพราะทำธุรกิจแล้วบัญชีไม่แม่นยำ มันเหมือนกับเดินไปแล้วมันอยู่ในป่า ไฟมันก็ไม่เปิด เปิด ๆ ปิด ๆ เดินไปแล้วก็คลำ ๆ และก็ควรจะต้องทบทวน เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลแล้วเดินไปข้างหน้าลำบาก
ต่อมาคือ ทบทวนคุณภาพสินค้าและบริการว่าดีจริงหรือไม่ โดยแนะนำให้โยกงบฯการตลาดมาทุ่มกับคุณภาพและส่งตรงถึงผู้บริโภคปลายทาง ท้ายนี้คือการดูแลสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดูดี น่าอยู่ และมีนโยบาย WFH ที่ยืดหยุ่น
“ทำองค์กรให้น่าอยู่ มี Wi-Fi ที่เร็วกว่าที่บ้าน เพราะสภาพแวดล้อมคือหนึ่งในปัจจัยที่คนเก่งใช้ตัดสินใจเลือกองค์กร”