รู้จักกลไก PES จูงใจชาวบ้านเฝ้าระวังไฟป่าแลกผลตอบแทน ย้อนรอยเคสความสำเร็จ 5 พื้นที่ต้นแบบในไทย พร้อมกางบทเรียนระดับโลก “เม็กซิโก-จีน-สหรัฐ” พิสูจน์แล้วคุ้มค่ากว่างบฯ แก้ไขปลายเหตุ
จากสถานการณ์วิกฤตหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีกระแสลมแรงในบางช่วงแต่ไม่สามารถบรรเทาสถานการณ์ได้ เนื่องจากสภาพอากาศที่ปิดสนิท โดยจากการตรวจสอบดัชนีระบายอากาศ (VI) พบว่ามีค่าต่ำกว่า 10,000 หน่วย บ่งชี้ถึงภาวะอากาศนิ่งสนิท
ซ้ำเติมด้วยปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า “Temperature Inversion” หรืออุณหภูมิผกผัน ซึ่งชั้นอากาศร้อนลอยทับอากาศเย็นใกล้พื้นดิน ทำหน้าที่เสมือน “ฝาชีครอบเมือง” กักขังมลพิษจากการเผาป่าไม่ให้ลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ตามปกติ
ประชาชาติธุรกิจ ชวนรู้จักกลไก PES (Payment for Ecosystem Services) ที่อาจเป็นทางออกของการแก้ปัญหาสถานการณ์วิกฤตหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ทีเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
ชู PES กลไก “ผู้ได้รับประโยชน์จ่าย-ผู้ดูแลได้ตอบแทน”
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้สัมภาษณ์กับประชาชาติธุรกิจ นำเสนอทางออกผ่านมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า รัฐควรนำกลไก Payment for Ecosystem Services (PES) หรือการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับบริการทางระบบนิเวศมาใช้ในภาคป่าไม้ ซึ่งเป็นจุดที่ควบคุมยากที่สุด
หลักการของ PES คือการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนรอบผืนป่าเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ทรัพยากรมาเป็นผู้พิทักษ์ หากหมู่บ้านใดสามารถควบคุมไฟป่าได้ตามดัชนีชี้วัด (KPI) ที่กำหนด รัฐต้องมีการจ่ายเงินรางวัลหรือผลตอบแทนที่สูงและคุ้มค่าพอที่จะทดแทนรายได้จากการหาของป่า ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่าการใช้มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว
กางโรดแมป 5 พื้นที่ต้นแบบในไทย
ล่าสุดในปี 2568 มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้เผยแพร่ผลสำเร็จของการนำกลไก PES ไปประยุกต์ใช้ใน 5 พื้นที่ต้นแบบเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ได้แก่:
-
บ้านแม่สาน้อย จ.เชียงใหม่ และ บ้านแม่ยางส้าน จ.เชียงใหม่ (เน้นการจัดการไฟป่าและต้นน้ำ)
-
ป่าชุมชนบ้านมวกเหล็กในและบ้านคลองระบัง จ.สระบุรี
-
บ้านทะเลนอก จ.สงขลา
-
บ้านชายคลองปากประ จ.พัทลุง
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ “ผู้รับประโยชน์” จากระบบนิเวศ (เช่น ภาคธุรกิจหรือคนในเมือง) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณให้แก่ชุมชนที่ดูแลทรัพยากร ทำให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
บทเรียนระดับโลก: ลงทุนอนุรักษ์ “ถูกกว่า” แก้ไข
จากการรวบรวมข้อมูลของรายงานสถาบันพระปกเกล้า พบว่าหลายประเทศประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ PES เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม:
เม็กซิโก: ใช้เงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ จ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าของที่ดินและชุมชนกว่า 3,000 ราย แลกกับการหยุดทำเกษตรในพื้นที่อนุรักษ์ ผลลัพธ์คือลดอัตราการตัดไม้ทำลายป่าจาก 1.6% เหลือเพียง 0.6% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3.2 ล้านตัน
จีน: โครงการ Grains-to-Greens (GTGP) หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2541 รัฐบาลยอมจ่ายเงินอุดหนุนชาวนา 72 เหรียญสหรัฐต่อไร่ เพื่อเปลี่ยนที่ดินเกษตรผลผลิตต่ำเป็นป่าไม้ จนสามารถฟื้นฟูพื้นที่ได้กว่า 1.4 ล้านไร่ ช่วยชะลอการไหลเชี่ยวของน้ำและยึดหน้าดินได้มหาศาล
สหรัฐอเมริกา: นครนิวยอร์กเลือกจ่ายเงิน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้เจ้าของฟาร์มบนภูเขา Catskills เพื่อปรับปรุงการจัดการของเสีย แทนที่จะทุ่มเงิน 6,000-8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สร้างโรงกรองน้ำขนาดใหญ่ ผลคือชาวเมืองจ่ายค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้นเพียง 9% แทนที่จะเป็น 2 เท่า
ญี่ปุ่น: เมืองนาโกยาเริ่มใช้ “ใบอนุญาตพัฒนาที่ดินเปลี่ยนมือได้” โดยให้นักพัฒนาที่ดินที่ต้องการสร้างตึกสูงเกินกำหนด ต้องซื้อและอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวที่เสี่ยงต่อการสูญเสียเป็นการแลกเปลี่ยน
กลไก PES คืออะไร?
PES หรือ การจ่ายค่าตอบแทนบริการของระบบนิเวศ คือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีหลักการสำคัญ คือ
ผู้ได้รับประโยชน์ : ภาคธุรกิจ รัฐ หรือคนเมืองที่ได้ประโยชน์จากอากาศบริสุทธิ์หรือน้ำ เป็นผู้จ่ายเงินสนับสนุน
ผู้ให้บริการ : ชุมชนที่อาศัยอยู่รอบป่า เป็นผู้ดูแลรักษาทรัพยากรเพื่อให้ระบบนิเวศยังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ
เงื่อนไข: การจ่ายเงินจะเกิดขึ้นต่อเมื่อชุมชนทำได้ตามเป้าหมาย (KPI) ที่ตกลงกันไว้ เช่น อัตราการเกิดจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงตามเกณฑ์