ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ ผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ AcComm Group ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้นำ และการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชให้กับองค์กรชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศมานานกว่า 20 ปี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ขององค์กรอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขของภาวะผู้นำอย่างชัดเจน
ขณะนี้องค์กรจำนวนมากเร่งใช้ AI เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดเวลา และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ยิ่งองค์กรเดินหน้าเร็วขึ้นเท่าไร ความตึงเครียดรูปแบบใหม่ในองค์กรก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี หากรวมถึงจังหวะการทำงาน วิธีการตัดสินใจ และความคาดหวังที่มีต่อคนในองค์กร
เร่งคลายแรงกดดัน 3 ข้อ
แรงกดดันแรกคือ ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอาจใช้เวลาหลายปีหลายทศวรรษ แต่ AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานในทันที ผู้นำจึงไม่สามารถใช้วิธีเดิมได้อีกต่อไป องค์กรที่เรียนรู้เร็วมักได้เปรียบ
“อย่ารอแผนงานที่สมบูรณ์แบบแล้วค่อยเปลี่ยน เราต้องลงมือทำทันที”
แรงกดดันที่ 2 แม้เทคโนโลยีจะเก่งขึ้น แต่งานของมนุษย์ไม่ได้สำคัญน้อยลง อนาคตของงานไม่ได้ต้องการแค่คนที่ใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องการคนที่คิดเป็น เรียนรู้เป็น และนำคนเป็นด้วย
WEF ย้ำในรายงาน New EconomySkills : Unlocking the Human Advantage 2025 ว่า ทักษะเชิงมนุษย์อย่าง Empathy, Active listening, Leadership, Resilience และ Creative Thinking ยังเป็นข้อได้เปรียบ ในยุค Generative AI เพราะเป็นทักษะที่ยึดโยงกับประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และการตัดสินใจโดยตรง
แรงกดดันที่ 3 บทบาทของผู้นำกำลังเปลี่ยนจากผู้สั่งการเป็นผู้ออกแบบการทำงานระหว่างคนกับ AI
AI ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มความเร็ว แต่ควรพิจารณาว่า AI เปรียบเหมือน “Second Mind” หรืออีกหนึ่งระบบความคิดที่ทำงานเคียงข้างมนุษย์ ช่วยสำรวจทางเลือก ท้าทายสมมติฐาน และมองเห็นรูปแบบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล

ต้องขับเคลื่อนความเข้าใจในคน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้นำที่เป็นผู้นำจริง ๆ จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่สั่งงาน แต่ต้องบริหารแบบลูกผสมทั้งมนุษย์และ AI Agents ให้อยู่ในระบบเดียวกันได้ด้วย ซึ่งหมายถึงการตั้งคำถามให้ดี ตีความคำตอบให้เป็น และรู้ว่าจุดใดควรใช้ระบบอัตโนมัติ จุดใดควรใช้วิจารณญาณ และจุดใดต้องรักษาความเป็นมนุษย์ไว้
นี่คือเหตุผลที่ Human-Centric Leadership หรือภาวะผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจมนุษย์ กลายเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่ประเด็นเชิงวัฒนธรรมองค์กร
Human-Centric Leadership ไม่ใช่แค่ความอ่อนโยน แต่คือความสามารถเชิงผู้นำที่องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญในยุค AI
เมื่อพูดถึง Human-Centric Leadershipหลายคนอาจนึกถึงการดูแลคน การฟังมากขึ้น หรือการสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกต้อง แต่ยังไม่ครบถ้วน
ในยุค AI, Human-Centric Leadership หมายถึงการนำที่เข้าใจว่า ต่อให้ระบบฉลาดขึ้นแค่ไหน องค์กรก็ต้องขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ที่ต้องตีความ ตัดสินใจ สร้างความไว้วางใจ และร่วมมือกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอน
“กล่าวอีกแบบหนึ่ง นี่คือภาวะผู้นำที่ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง”
หากองค์กรมี AI แต่ผู้นำยังใช้วิธีนำแบบเดิม ๆ องค์กรอาจเร็วขึ้นแต่ไม่ได้ฉลาดขึ้น อาจมีข้อมูลมากขึ้น แต่ไม่ได้คิดร่วมกัน และอาจ Automate ได้มากขึ้น แต่กลับมีความสับสน ความเงียบ และความไม่กล้าพูดเพิ่มขึ้น
ในความหมายนี้ Human-Centric Leadership จึงไม่ได้หมายถึง “ต้องช้าลง” เพื่อตามใจคน แต่คือการทำให้คนยังคิดได้ดี ตัดสินใจได้ดี และทำงานร่วมกันได้ดี แม้องค์กรกำลังเคลื่อนด้วยความเร็วใหม่ของเทคโนโลยีก็ตาม
จุดเด่นผู้นำที่เหมาะกับยุคสมัย
ดร.อัจฉราแนะว่า ผู้นำในแบบ Human-Centric ควรใช้แนวทางการบริหารทีม ดังนี้
1.เปลี่ยนจากผู้นำที่มีคำตอบ เป็นผู้นำที่มีคำถามที่ดี เมื่อ AI ช่วยตอบได้เร็วขึ้น คุณค่าผู้นำจึงไม่ใช่การมีคำตอบทุกเรื่อง แต่คือการตั้งคำถามที่ถูกต้องกว่าเดิม
2.สร้างวัฒนธรรมของการทดลอง แทนวัฒนธรรมของความสมบูรณ์แบบ ในยุค AI องค์กรไม่สามารถรอแผนดำเนินการ (Roadmap) ที่สมบูรณ์แล้วค่อยเริ่ม แต่ต้องสร้างวงจรการเรียนรู้ (Learning Loops) ผ่านการทดลอง ประเมิน และปรับตัวต่อเนื่อง
“ผู้นำในวันนี้จึงไม่ใช่คนที่ทำให้ทุกอย่างถูกตั้งแต่แรก แต่คือคนที่ทำให้ทีมเรียนรู้เร็ว โดยไม่กลัวการลองผิดลองถูก”
3.ใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพการคิด ไม่ใช่เพิ่มปริมาณงาน องค์กรควรยกระดับคุณภาพความคิด (Quality of Thinking) หากมอง AI เป็นเครื่องเร่งผลลัพธ์ องค์กรอาจได้งานมากขึ้น แต่ไม่ได้คิดลึกขึ้น
แต่ถ้ามอง AI เป็น Second Mind (อีกหนึ่งระบบความคิดที่ทำงานเคียงข้างมนุษย์) ผู้นำจะเริ่มใช้ AI เพื่อท้าทายสมมติฐาน เปรียบเทียบทางเลือก มองความเป็นไปได้หลายฉากทัศน์ ซึ่งช่วยให้ทีมคิดได้อย่างมีคุณภาพ
ในโลกที่เทคโนโลยีตอบได้เร็ว ความได้เปรียบจึงอยู่ที่ “ใครคิดกับ AI ได้ดีกว่า” ไม่ใช่แค่ “ใครใช้ AI” ได้ก่อน
4.รักษาความไว้วางใจและจริยธรรมให้ทันกับความเร็วของเทคโนโลยี
สหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coaching Federation) เสนอกรอบสำคัญว่า ระบบ AI ที่เกี่ยวกับการพัฒนาและการโค้ช ควรสะท้อนแง่คิดและการเรียนรู้ (Reflection & Learning) การตัดสินใจให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ไม่ใช่เร่งคำตอบ หรือแทนที่ความเป็นมนุษย์ในกระบวนการเติบโต
โจทย์ใหม่ของภาคธุรกิจไทย
ภาคธุรกิจไทยวันนี้มีคำถามสำคัญ ไม่ใช่แค่ “จะใช้ AI อย่างไร” แต่คือ “จะนำคนอย่างไร ในขณะที่ AI อยู่ในทุกชั้นของการทำงาน”
องค์กรที่พร้อมสำหรับยุค AI จริง ๆ ไม่ใช่องค์กรที่ลงทุนเฉพาะเครื่องมือ แต่คือองค์กรที่พัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและด้านคนไปพร้อม ๆ กัน
เพราะสุดท้าย ความได้เปรียบจะไม่ได้อยู่ที่ใครเข้าถึง AI ก่อนหลัง แต่อยู่ที่ใครใช้ AI โดยไม่สูญเสียความไว้วางใจ ไม่ลดทอนคุณภาพการคิดร่วมกัน และไม่ทำให้คนหมดพลัง หรือหมดความหมายในการทำงาน
ดังนั้น คำถามสำหรับผู้นำอาจไม่ใช่แค่ว่า “องค์กของเรามี AI มากพอหรือยัง” แต่อาจเป็นว่า “เราได้พัฒนาภาวะผู้นำที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากพอแล้วหรือยัง ในการใช้ AI ให้เกิดคุณค่าจริง”