‘มติชน’ ชวนอิน
ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ที่ศูนย์สิริกิติ์ เครือมติชนชวนอินไปกับ 3 ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีเสวนา “พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทยในการเมืองโลกผันแปร” โดย นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร อดีต CEO กลุ่ม บมจ.ปตท. และ บมจ.การบินไทย ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและ ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ โดยมีผู้บริหารเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน นายวรศักดิ์ ประยูรศุข, นายนฤตย์ เสกธีระ และ นายมณฑล ประภากรเกียรติ ฯลฯ
พลิก 7 หมื่นตำบล สร้างโซลาร์เซลล์ทำเงิน
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร เปิดประเด็นว่า สถานะของประเทศไทยในเวทีโลก เป็นวิกฤตของประเทศที่เราขาดเรื่องความสามารถในการแข่งขันมานาน ไม่ใช่เพิ่งเกิด
GDP เติบโตแค่ 1% ช่วงโควิดติดลบ 6-7% คือประเด็นที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน หนี้สินครัวเรือน 80-90% ของ GDP มี 2-5 ล้านครัวเรือนที่มีหนี้สินมาก
ภาพลักษณ์เรามีดัชนีคอร์รัปชั่นแย่ลงจากปี 2560 ดัชนีคอร์รัปชั่นจาก 90 ใน 180 ประเทศ ตอนนี้เราอยู่ที่ 116 ใน 180 ประเทศ แสดงว่าการบริหารจัดการเราขาดความเชื่อมั่น ไม่มีใครอยากมาลงทุน แต่ไปลงทุนที่เวียดนาม ที่ประเทศอื่นแทน
วันนี้เรามีปัญหาเรื่องขาดความเชื่อมั่นกลุ่มผู้บริหารราชการ หรือรัฐบาล ไม่ได้ว่าใคร แต่มองในมุมบริหาร

25 ปีที่ผ่านมา เราลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขัดแย้งมาตลอด เหลืองแดง เราไม่ไปไหนสักที ทะเลาะกันอยู่ในประเทศ ทำให้เกิดปฏิวัติ 2 ครั้ง แสดงว่าเรามีปัญหาไม่สามารถมีรัฐบาลที่มีความสามารถในการนำและแข่งขันได้
สำคัญสุดคือ ไทยพึ่งพาต่างประเทศเยอะมาก โดยเฉพาะพลังงาน ทั้งนำเข้า และบริโภค ช่วงโควิด ไทยได้กระทบหนัก จน GDP ติดลบ เพราะเราพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก
มองมุมปัญหาเราขาดตรงนี้ พรรครัฐบาลสลับไปมา ต่างจากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด เรายกระดับประเทศเอาพื้นฐานพลังงานก๊าซธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างน้ำมัน อัพให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ตอนนี้เราสูญเสียไปหมด
เราเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ไทยสูญเสียงบประมาณจำนวนมากไปกับการรับมือโควิดเป็นหลักล้านล้านบาท และยังต้องใช้งบประมาณในการรับมือกับสถานการณ์อื่น ๆ อีก ทั้งสงครามน้ำท่วม งบประมาณเหล่านี้เดิมสามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศแต่กลับต้องนำไปจัดการกับภัยพิบัติแทน

“ผมว่าเมืองไทย ถ้าเราขับรถออกไปไม่กี่กิโลเมตร จะเห็นว่าพื้นดินว่างเปล่าเยอะแยะ ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง เมืองรองของรอง เรามีตำบล 7 หมื่นกว่าตำบล แต่ละตำบลสร้างโซลาร์ได้ ควรดูว่าพื้นที่ไหนที่น้ำไม่ท่วม หรือท่วมซ้ำซาก เราก็จัดการด้วยแผนเชิงชลประทานและเชิงวิศวกรรมศาสตร์ ขุดบ่อเอาดินขึ้นมา แล้วสร้างโซลาร์บนผิวน้ำ ใส่ปลาเข้าไป ปลูกพืชผักให้อยู่ได้ก่อน ให้ อบต. อบจ. ดำเนินการ
บวกกับเรื่องไบโอแก๊ส ไบโอแมส PM 2.5 เกิดจากการเผาในที่โล่ง เราเปลี่ยนให้เป็นมูลค่าได้ โดยนำกลับมาซื้อเป็นวัตถุดิบแล้วต่อยอดให้เกิดผลิตภัณฑ์ในชุมชน ให้คนพึ่งพาตนเอง
7 หมื่นตำบล หากแต่ละตำบลผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ได้ 10 เมกะวัตต์ จะรองรับได้ 5,000 ครัวเรือน จากนั้นดึงทีมลงทุนเข้ามาพัฒนาโซลาร์ในไทย แล้วกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เมืองต่าง ๆ ก็จะโตขึ้น เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2-3 ได้

อย่ามองว่า ผู้สูงอายุไม่สามารถทำงานได้ ผมอายุ 66 ปีแล้วยังทำงานอยู่เลย อย่าให้เงินฟรี ให้ท่านไปช่วยเก็บ ทำความสะอาด ทำเซอร์วิส ให้มีงานทำ คนมีหนี้สินกลับไปอยู่หมู่บ้านช่วยกันทำพวกนี้
เดี๋ยวนี้คนไทยเก่งเรื่องออนไลน์ สินค้า GI ไข่เค็ม ปลากุเลา ทุเรียน สามารถทำในพื้นที่ได้ ส่งออนไลน์ได้ ไทยต้องกลับมาสู่พื้นฐาน เน้นอยู่ด้วยกันได้ก่อน ตั้งหลักใหม่ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และใช้ในประเทศให้มากขึ้น
“เราต้องมีโลคอลคอนเทนต์ เพื่อให้เงินหมุนเวียนในประเทศ ท่านรู้อยู่แล้ว ผมคิดแบบนี้ และอย่าให้มีการผูกขาด อย่าให้ทุกอย่างเข้าทางการเมืองหมด”
ไทยต้องโดนยาชุด-เร่งเครื่องยนต์พยุงเศรษฐกิจ
ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยต้องมองทั้งในและต่างประเทศพร้อมกัน โจทย์ในประเทศรู้เราดี ส่วนต่างประเทศจะทำให้รู้เขาดี
การคาดการณ์เศรษฐกิจ ก่อนเกิดสงครามสหรัฐกับอิหร่านถูกมองว่าจะโตได้ 1.6-2% เมื่อเกิดสงครามทำให้เห็น 2% ยากขึ้น
วันนี้เศรษฐกิจไทยถูกกดจาก 3 หนี้คือหนี้ภาคครัวเรือน หนี้ภาคเอกชน และหนี้ภาครัฐ กดมานานแล้ว เศรษฐกิจไทยโตยาก

ประตูสำคัญที่เหลือคือ “การส่งออก” แต่ต้องวัดกัน ถ้าโลกมีปัญหา ไทยก็หนีผลกระทบไม่พ้น สิ่งที่โลกกังวลคือเงินเฟ้อยังสูง แต่เศรษฐกิจหดตัว เงินในกระเป๋าน้อยลง ค่าครองชีพสูงขึ้น
เมื่อเงินลงทุนโลกชะลอย่อมกระทบการส่งออก หากไทยจะไปต่อได้ ต้องใช้ยาชุดหรือปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะไทยวันนี้ไม่ใช่แค่โตช้า แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่กดทับทั้งแรงงาน ธุรกิจ การลงทุน และการแข่งขัน
ไทยต้องปฏิรูปเพิ่มผลิตภาพ 4 เรื่อง เรื่องแรกคือคนและงาน ต้องทำให้แรงงานที่เก่งขึ้น ได้อยู่ในงานที่ดี มีตำแหน่งที่เปลี่ยนทักษะเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นได้จริง
แรงงานไทยทักษะไม่สูงพอ ต่อให้แรงงานเก่งขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่ารายได้จะดีขึ้น ถ้าไม่ได้อยู่ในงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้
ผลิตภาพแรงงานไม่ใช่เรื่องของแรงงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของแรงงานและงาน เพราะงานอยู่กับบริษัท ถ้าอยากให้แรงงานมีผลิตภาพสูงขึ้นก็ต้องมีบริษัทที่ดีขึ้น มีงานที่ดีรองรับด้วย
ถ้าวันหนึ่งรายได้ในงานโตเร็วกว่าค่าครองชีพ ปัญหาหนี้จะคลี่คลาย ถ้าพลิกตรงนี้ไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วหนี้จะกลับมา สิ่งที่ทำได้มีแค่ชะลอหนี้ ไม่ใช่แก้หนี้ที่ราก
ผลิตภาพที่สองคือทุน ถ้าระบบจัดสรรเงินลงทุนไปสู่บริษัทที่ดีได้มากขึ้น เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่บริษัทที่ดีไม่ใช่บริษัทแบบเสือนอนกิน ต้องสร้างงานได้ดี มีมูลค่าเพิ่ม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการจัดสรรทุนที่มีผลิตภาพต้องทำงานร่วมกับภาคการเงิน ให้เงินไหลไปสู่บริษัทที่ดี
อีกด้านคือกฎการเล่น หรือกติกาแข่งขันทางเศรษฐกิจ หากกติกาทำงานได้ดี รายเล็กจะไม่ถูกขวาง รายใหญ่ต้องพัฒนาไม่ใช่อาศัยแค่ขนาดธุรกิจต้องใช้นวัตกรรมคือวิธีผลิตใหม่ สินค้าใหม่ วิธีจัดการใหม่
การแก้ข้อจำกัดเศรษฐกิจไทยต้องใช้เครื่องยนต์เศรษฐกิจ 3 ตัวไปพร้อมกัน คือตัวใหญ่ ตัวเล็ก และตัวใหม่
เครื่องยนต์ตัวใหญ่ยังจำเป็นสำหรับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ตัวใหม่คือฐานการเติบโตในอนาคต ส่วนตัวเล็กคือเครื่องยนต์ระดับพื้นที่ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในโลกที่ผันผวน
ถ้ามองแต่มหภาค เราอาจไม่เห็น เครื่องยนต์ตัวเล็กยังแบกจังหวัด แบกพื้นที่ และแบกกลุ่มพื้นที่ได้ ถ้าเราใช้เครื่องยนต์3 ตัวพร้อมกัน เราจะสร้างความสมดุลได้ ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการวางแผนสำหรับอนาคตของประเทศ
โลกในท่าพิสดาร ไทยต้องปรับตัวไว หาโอกาสใหม่
ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร กล่าวว่า เรื่องสงครามอิหร่าน ต่อไปนักประวัติศาสตร์ในอนาคตจะกลับมามอง วันนี้ทุกคนโฟกัสว่า ช่องแคบจะเปิดเมื่อไหร่ เปิดได้ไหม ถึงเปิดกลับมาได้ โลกก็ไม่มีวันเหมือนเดิม ทุกคนคิดว่าจะกระจายความเสี่ยงอย่างไร จะหาแหล่งพลังงานอื่นที่ไหน จะต้องต่อท่อก๊าซจากตะวันออกกลาง จะต้องเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันจากสหรัฐหรือไม่ พลังงานจะ Local มากขึ้น Fragmentation มากขึ้น ไทยจะคิด-ปรับตัวทันไหม ทุกคนจะคิดแบบใหม่ หลังวิกฤตนี้จะมีนัยเรื่องพลังงานสะอาด เรื่องการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ
ประเด็นที่ 2 คือ AI มติชนมีหนังสือมากมายเรื่องการปรับตัวต่อเทคโนโลยี เอไอมีทั้งซอฟต์แวร์ มีที่มาแทนเลขา แทน White Collar หรือ พนักงานออฟฟิศ มีทั้ง Physical AI อย่างโรบอต แทนคนงานในโรงงาน
แต่เราต้องคิดถึง New Education New Work Force คนเราจะปรับตัวในการสร้างมูลค่าร่วมกับเอไอ ร่วมกับเครื่องมือใหม่ ๆ นี้อย่างไร

ประเด็นสุดท้าย คือ การมาของจีน หลายคนเปรียบจีนกับญี่ปุ่น เศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงพีกมี 6 Trillions (6 ล้านล้าน) ดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจจีนวันนี้มีขนาด 18 Trillions (18 ล้านล้าน) ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่า 3 เท่าตัว
เราไม่เคยเห็นสเกลขนาดนี้ การมาของคลื่นสินค้า คลื่นทุนจีน เร็วและแรง
ยิ่งภายใต้สงครามการค้ากับสหรัฐ จีนต้องหาตลาดใหม่ หาฐานการผลิตใหม่ ซึ่งเป็นโจทย์ว่า ไทยจะรับมือกับ 3 ความท้าทายนี้ได้หรือไม่ อย่างไร
ผู้ดำเนินรายการถามว่า หลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐ-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน โลกจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้วใช่หรือไม่…
ดร.อาร์มตอบว่า ไม่กลับไปเหมือนเดิมแล้ว อันดับแรก ถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในวันนี้ ผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว มีผู้บอกว่า อย่างน้อย 4 เดือน จะเริ่มกลับมาใกล้เคียงแบบเดิม
บางคนบอกว่า อาจยาวถึง 2 ปี จากการถูกทำลายโครงสร้างพลังงานต่าง ๆ
แม้จะเปิดได้ ดร.อาร์ม คิดว่าจะมีความขัดแย้งปะทุเป็นระลอก นี่ยังไม่ได้พูดถึงการก่อการร้าย อีกทั้งสงครามไซเบอร์ เพราะนี่คือฉากแรกของความขัดแย้ง
พูดในแง่ดี เป็น Best Case คือเปิดได้ ถ้า Worst Case คือเปิดไม่ได้ ตอนนี้สหรัฐบอกว่า เขาหยุดแล้ว แต่อิหร่านเขาไม่เปิด ใช้เป็นอำนาจต่อรอง ตอนนี้สหรัฐบอกว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น
ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นหรอก เพราะว่าสหรัฐก็กระทบหนักจากราคาพลังงานเช่นกัน
อีกประเด็นคือ แม้เรื่องนี้จบ คือเปิดได้ แต่ที่ผมเรียน Calculation ของทุกคนไม่เหมือนเดิมแล้ว ปิดมาครั้งหนึ่ง คนคิดว่านี่คือความเสี่ยง ต้องกระจายความเสี่ยง เหมือนสงครามการค้าของทรัมป์ เกิดขึ้นแล้ว คนจะกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือกับโลกใหม่

เราต้องคิดเรื่องกระจายความเสี่ยง เรื่องพลังงาน เรื่องพึ่งพาตัวเอง เรื่องปรับสู่พลังงานสะอาด ใครจะปรับตัวได้เร็วกว่ากัน
ถ้าสถานการณ์ปกติ เราก็ไปของเรา แต่ในดิสรัปชั่นแบบนี้ มีความต่างมาก ระหว่างประเทศที่ขึ้นรถด่วนขบวนใหม่ทัน กับประเทศที่ตกขบวน
ในภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปั่นป่วน ไทยควรจัดวางตัวเองอย่างไร ?
ดร.อาร์มบอกว่า คีย์เวิร์ดสำคัญคือ “กระจายความเสี่ยง” เพราะตอนนี้โลกไม่สันติสุข ทุกคนค้าขายอยู่ท่าเดิม แต่ขณะนี้โลกเป็นท่าพิสดาร โลกที่ทำสงครามร้อน ตอนนี้ไม่ใช่แค่สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี แต่เป็นสงครามจริง ๆ เวลาเกิดดิสรัปชั่น อะไร ๆ ก็จะไม่เหมือนเดิม อเมริกากระจายความเสี่ยงออกจากจีน จีนก็กระจายความเสี่ยงออกจากฝรั่ง
นี่คือสิ่งที่มีนัยมหาศาลต่อไทย ถ้าเราเห็นโอกาส เราจะคว้าทั้งการลงทุนของฝรั่ง และจีน หัวใจคือเราต้องมีไมนด์เซตของการปรับตัว การหาโอกาสใหม่ ไม่ใช่แค่รับมือ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แค่ประคองไม่พอ ต้องมองยาว ๆ มองให้มั่นคง