นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ เรียกร้องให้รัฐบาล ออกนโยบาย การบริหารจัดการน้ำมันปาล์มในประเทศอย่างชัดเจน หลังมีมาตรการ ระงับส่งออกน้ำมันปาล์ม 1 ปี ผ่านไปแค่ 1 วัน ราคาดิ่งลง 20-50 สตางค์/กก. และมีแนวโน้มราคาลงอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก จากเดิมที่ไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน
ราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล
ขณะเดียวกันไทยมีการใช้และการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในระดับสูง ภาครัฐจึงต้องบริหารจัดการสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพื่อให้มีเพียงพอต่อการบริโภคและการใช้เป็นพลังงานในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาผลปาล์มไม่ให้ผันผวน
ทั้งนี้ภายหลังที่กระทรวงพาณิชย์ออกมาตราการ คุมการส่งออก ทำให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มได้แจ้งราคาปรับลดลงทันที กก.ละ 50 สตางค์ ส่งผลให้ลานเทรับซื้อในชุมชน ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ปรับลดราคารับซื้อจากกิโลกรัมละ 8.80 บาท เหลือ กิโลกรัมละ 8.30 บาท
นายอธิราษฎร์ ดำดี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทย ส่งออกน้ำมันปาล์มปีละ 1.2 ล้านตัน เฉลี่ยเดือนละ 1 แสนตัน มีมูลค่าการส่งออกที่จะนำเงินตราเข้าประเทศ ปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท
หากระงับการส่งออก ทำให้ขาดรายได้ส่วนนี้ หากว่ามีการควบคุมการส่งออก ส่งผลให้น้ำมันปาล์มในประเทศล้นสต็อก ทำให้ราคาผลปาล์มตกต่ำ
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศนโยบาย การใช้ไบโอดีเซลออกมาอย่างชัดเจน เพื่อที่จะชดเชยให้สร้างความสมดุลกลับมาในระบบ ทดแทนการควบคุมการส่งออก โดยประกาศใช้B10ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงราคาที่ต่ำกว่า B7 และ B20