Skip to content

นนทบุรี จับมือ DPU ดัน OTOP สู่สินค้านวัตกรรม ชูโมเดลเศรษฐกิจ BCG ท้องถิ่นยั่งยืน

12 เม.ย. 2569 | 11:56น.
นนทบุรี จับมือ DPU ดัน OTOP สู่สินค้านวัตกรรม ชูโมเดลเศรษฐกิจ BCG ท้องถิ่นยั่งยืน

นนทบุรีจับมือ DPU ปั้นนักศึกษาเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” พลิกโฉม OTOP สู่สินค้านวัตกรรม ชูโมเดลเศรษฐกิจ BCG ขับเคลื่อนท้องถิ่นยั่งยืน

 

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี จัดแสดงนวัตกรรมในนิทรรศการ “OTOP NONTHABURI NEW LIFE Longevity เพื่อวิถีที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 8–12 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต เพื่อโชว์ศักยภาพผลิตภัณฑ์ OTOP ดาวเด่นที่ผ่านการพัฒนาเชิงลึกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาด โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

 

ภายในงานมีการเปิดตัว 3 โครงการนวัตกรรมต้นแบบที่เป็นผลงานชิ้นโบแดงของนักศึกษา ซึ่งสะท้อนความสำเร็จในการแก้โจทย์ชุมชนผ่านเทคโนโลยีและงานวิจัย ได้แก่ ระบบ Generative AI สำหรับออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเกาะเกร็ดที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยว, ผลิตภัณฑ์เจลลี่กัมมี่เลม่อนน้ำผึ้งชันโรงแบรนด์ “MELLUNE” นวัตกรรมอาหารเสริมสุขภาพที่ชูอัตลักษณ์วัตถุดิบถิ่น และแยมมะเฟืองเลม่อน แบรนด์ “Jam Community” ที่มุ่งยกระดับผลไม้พื้นเมืองสู่ตลาดสากล

 

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ โครงการผลิตภัณฑ์เจลลี่กัมมี่เลม่อนน้ำผึ้งชันโรง แบรนด์ “MELLUNE” ผลงานการบูรณาการระหว่างนักศึกษาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ พร้อมด้วยวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA)และวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) ซึ่งประกอบด้วย นางสาวสุภาภรณ์ บาลจิตรนายภาสกร เรืองรุก, นายสมบัติ เทพปลื้มนายอภิรักษ์ ปัญญาดี และนายชิษณุพงศ์ สาวน้ำเที่ยง ในรายวิชาผู้ประกอบการดิจิทัล ภายใต้ DPU Core ที่มุ่งสร้างทักษะแห่งอนาคตยุค 4.0 ด้วยการผสานความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณผู้ประกอบการ ให้เกิดการเรียนรู้ที่ทันสมัยและนำไปลงมือทำได้จริง โดยนักศึกษาได้นำโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) มาพัฒนาวัตถุดิบน้ำผึ้งชันโรงจากสวนเกษตรธรรมชาติลัดดาวัลย์ ตำบลปลายบาง จังหวัดนนทบุรี เพื่อพลิกโฉมสินค้าเกษตรท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสุขภาพ

 

ในส่วนของกระบวนการพัฒนานวัตกรรม นักศึกษาได้เริ่มต้นจากการลงพื้นที่สวนเกษตรธรรมชาติลัดดาวัลย์ เพื่อศึกษาปัญหาและโอกาสของชุมชน พบว่าทางสวนมีการเพาะเลี้ยงชันโรงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และมีน้ำผึ้งคุณภาพสูงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำผึ้งทั่วไปหลายเท่าตัว แต่ผลิตภัณฑ์เดิมส่วนใหญ่เป็นของใช้และน้ำผึ้งสดซึ่งมีข้อจำกัดในการขยายตลาดสู่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ นักศึกษาจึงนำความรู้ด้านนโยบายสาธารณะและการจัดการมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบเป็น “เจลลี่กัมมี่” ผสมเลม่อนและขิง เนื่องจากเข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสายสุขภาพ โดยจุดเด่นของแบรนด์ MELLUNE คือการไม่ผสมน้ำตาล แต่ใช้ความหวานธรรมชาติและสรรพคุณการฆ่าเชื้อจากน้ำผึ้งชันโรงแท้

 

นอกจากนี้ ทีมงานยังได้บูรณาการความรู้จากวิทยาลัย CITE ในการศึกษาวิจัยด้านบรรจุภัณฑ์และการเก็บรักษาเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานยาวนานโดยไม่ต้องพึ่งพาสารกันเสีย และได้รับเกียรติจาก เชฟเมธิน มีไชยโย ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร มาร่วมพัฒนาสูตรโดยใช้เทคนิคการเคี่ยวที่ความร้อนเหมาะสมเพื่อไม่ให้ละลายง่ายในอุณหภูมิปกติและรักษาสรรพคุณทางยาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้และฝึกฝนวินัยพร้อมกับความละเอียดรอบคอบมากกว่าการเรียนเพียงทฤษฎีในห้องเรียน

 

นางสาวสุภาภรณ์ บาลจิตร ตัวแทนกลุ่มนวัตกรรมกัมมี่น้ำผึ้งชันโรง เปิดใจถึงขั้นตอนการทำงานว่าได้ศึกษาพฤติกรรมชันโรงอย่างใกล้ชิดเพื่อนำมาต่อยอดสู่การออกแบบพิมพ์กัมมี่รูปดอกไม้และรังผึ้งเพื่อสื่ออัตลักษณ์แบรนด์ แม้จะพบความท้าทายเรื่องความแข็งตัวของเจลลี่แต่ถือเป็นโอกาสในการประยุกต์ใช้ความรู้แก้ปัญหาหน้างานจริง เพื่อพัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น

 

ด้าน นายภาสกร เรืองรุก เพื่อนร่วมโครงการและนักศึกษาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวเสริมถึงสิ่งที่ได้รับจากการร่วมโครงการว่า การลงพื้นที่จริงช่วยให้เห็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่าทฤษฎีในห้องเรียน โดยเฉพาะในทางศาสตร์รัฐประศาสนศาสตร์ที่ทำให้นักศึกษาได้ฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ ไปจนถึงขั้นตอนการลงมือแก้ไขและประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ซึ่งสร้างความมั่นใจในการสื่อสารและนำเสนอผลงานมากขึ้น

 

นางสาวสุภาภรณ์ และ นายภาสกร ยังให้คะแนนความพึงพอใจต่อความสำเร็จของโครงการนี้ที่ 9 คะแนน พร้อมระบุว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นช่วยเสริมสร้างทักษะการทำงานเป็นกลุ่มและความกล้าแสดงออก นอกจากนี้ประสบการณ์จากการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงในชุมชนยังเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการก้าวไปสู่เส้นทางสายอาชีพทั้งในฐานะข้าราชการและผู้ประกอบการต่อไปในอนาคต

 

ภายหลังจากพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ได้เข้าเยี่ยมชมบูธนิทรรศการและร่วมสนทนากับนักศึกษาถึงที่มาของแบรนด์อย่างใกล้ชิด โดยนายเชษฐา ได้กล่าวชื่นชมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับน้ำผึ้งชันโรง และการนำปัญหาของเกษตรกรมาสร้างเป็นนวัตกรรมธุรกิจที่ตอบโจทย์คนทุกวัยได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมระบุว่าผลงานของนักศึกษาช่วยยกระดับสินค้าชุมชนขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่ง และแนะนำให้นักศึกษาสมัครเข้าร่วมโครงการ “โชว์ภูมิ” เพื่อแสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่และต่อยอดนวัตกรรมสู่ระดับจังหวัดนนทบุรีให้พัฒนายิ่งขึ้นต่อไป

 

ขณะที่ นางประภา ปานนิตยกุล พัฒนาการจังหวัดนนทบุรี ระบุว่า ผลงานของนักศึกษาช่วยเปลี่ยนจินตนาการสู่การปฏิบัติจริงผ่านการพบกันครึ่งทางระหว่างทักษะสมัยใหม่และความต้องการของกลุ่ม OTOP โดยนักศึกษาทำหน้าที่เปรียบเสมือน“เชนจ์เอเจนท์” ที่นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยปรับเปลี่ยนสินค้าชุมชน เช่น กัมมี่ชันโรง ให้ตรงใจกลุ่มลูกค้าใหม่ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ผลิตเดิมอาจคิดไม่ถึง

 

นางประภา อธิบายเสริมด้วยว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่นักศึกษาลงไปทำงานในชุมชนอย่างใกล้ชิดในลักษณะเป็นลูกหลานจนได้รับความเมตตาและข้อมูลเชิงลึกจากชาวบ้าน แววตาที่เป็นประกายของนักศึกษาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ยังเป็นตัวบ่งชี้ถึงความพร้อมที่จะพัฒนาพื้นที่จังหวัดนนทบุรีด้วยองค์ความรู้สมัยใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักงานพัฒนาชุมชนมีความชื่นชมและต้องการนำไปยกเป็นเคสศึกษาสำหรับการส่งนักศึกษาฝึกงานในอนาคต

 

นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจที่จะนำโมเดลความสำเร็จของ MELLUNE ไปบรรจุในแนวทางการทำงานของพัฒนากรในจังหวัด เพื่อขยายผลแนวคิดการแปรรูปสินค้าเกษตรสู่นวัตกรรมอาหารสุขภาพไปยังวิสาหกิจชุมชนแห่งอื่น รวมถึงจะมีแนวทางที่จะถอดบทเรียน เพื่อส่งต่อปัจจัยความสำเร็จสู่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ให้สามารถนำไปพัฒนาอาชีพตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและเสริมศักยภาพการเติบโตของจังหวัดนนทบุรีในระยะยาว

 

ในส่วนของการต่อยอดเชิงพื้นที่ นายสมศักดิ์ วงศ์คำ นักส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สพจ.นนทบุรี ระบุว่า ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาเป็นจุดนำร่องสำคัญของจังหวัดนนทบุรี โดยจะนำข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่นักศึกษารวบรวมไว้ ไปพัฒนาเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารอัตลักษณ์สินค้าชุมชนสู่กลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายจังหวัดในการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 

 

ในช่วงท้าย ผศ.นิติพล ธาระรูป อาจารย์ประจำวิชาผู้ประกอบการดิจิทัล DPU ยังได้กล่าวสรุปถึงความภูมิใจที่ส่งเสริมให้นักศึกษาค้นพบศักยภาพตนเองผ่านรูปแบบ “Social Lab” ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยให้คะแนนความสำเร็จของโครงการนี้ที่ 8 คะแนน และเว้นไว้ 2 คะแนนสำหรับการมุ่งเน้นเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ผศ.นิติพล ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่นักศึกษาได้รับความสนใจจากหน่วยงานรัฐและภาคส่วนต่างๆ ในการดึงตัวไปร่วมงานต่อทันทีหลังจบโครงการ ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของการเรียนการสอนเชิงรุกผ่านรายวิชา DPU Core ที่เน้นการปฏิบัติจนเกิด “อิมแพ็คต่อสังคมแบบ 100%” อีกทั้งประสบการณ์จากการแก้ปัญหาหน้างานจริงในพื้นที่สวนเกษตรธรรมชาติลัดดาวัลย์ ไม่เพียงแต่สร้างทักษะทางเทคนิค แต่ยังบ่มเพาะมายด์เซ็ตผู้ประกอบการ ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความมุ่งมั่นที่จะใช้โมเดลการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชน ในการผลิตบัณฑิตที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่มีทักษะดิจิทัลที่ใช้งานได้จริงเพื่อร่วมพัฒนาท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน