สภาลมหายใจภาคเหนือ บุกยื่นหนังสือถึง “นายกฯ อนุทิน” จี้แก้ปม “ช่องว่างเชิงนโยบาย” ดันยุทธศาสตร์ “ลุ่มอากาศ” แก้ PM 2.5 รับมือวิกฤตฝุ่นยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้ เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ จะยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5
นายวิทยา ครองทรัพย์ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ เปิดเผยว่า ได้เตรียมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการจัดการวิกฤตฝุ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้คือบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลต้อง “ยกเครื่อง” ระบบการทำงานใหม่เพื่อรับมือกับปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Super El Niño) ในปีหน้า
ข้อเสนอ 3 ประเด็นหลัก
โดยสาระสำคัญของข้อเสนอจากสภาลมหายใจภาคเหนือ มี 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.แก้ไข “ช่องว่างเชิงนโยบาย” (Policy Gaps) ทางเครือข่าย มองว่า ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ “ไฟ” แต่เป็น “เอกภาพในการบริหาร” โดยพบว่าหน่วยงานหลักไม่เชื่อมโยงกัน แม้จะมีแผนระดับชาติ แต่ในระดับปฏิบัติการ (มหาดไทย, ทรัพยากรฯ, เกษตรฯ) กลับทำงานไม่ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การสั่งห้ามเผาเด็ดขาดโดยขาดมาตรการจูงใจหรือทางเลือกที่เพียงพอ ทำให้กฎหมายบังคับใช้ไม่ได้จริง
ทั้งนี้ ระบบ Single Command ยังติดขัดเรื่องระเบียบเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้การจ้างเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังไฟป่าในระดับพื้นที่ล่าช้าและไม่เพียงพอ
2.ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป 3 ระยะ คือ ระยะยาว เร่งผลักดัน พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (CAA) โดยใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นการจัดการที่ต้นตอ
และระยะสั้น (บรรเทาทุกข์) โดยรัฐบาลควรสนับสนุนประชาชนผ่านมาตรการลดค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า-น้ำ) ในพื้นที่วิกฤต, จัดหาหน้ากาก N95 และเครื่องฟอกอากาศราคาพิเศษ (ใช้มาตรการทางภาษีช่วย) และปลดล็อกท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณทำ “ห้องปลอดฝุ่น” (Clean Air Room) ได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ
นายวิทยากล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญที่ทางเครือข่ายกำลังเร่งผลักดันคือ ยุทธศาสตร์ “ลุ่มอากาศ” (Airshed Management) มุ่งเน้นการจัดการตามสภาพภูมิศาสตร์ในกลุ่ม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และใช้ช่วงเวลา 8 เดือน (พ.ค.-ธ.ค.) ในการเตรียมความพร้อมเชิงรุกร่วมกับชุมชน โดยต้องการให้รัฐบาลปรับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหา ด้วยการใช้แนวคิด “ลุ่มอากาศ” (Airshed Management) ในการขับเคลื่อน
3.การมีแม่ทัพที่รับฟัง “เสียงจากหน้างาน “เครือข่ายเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง “แม่ทัพ” ที่มีบารมีและอำนาจเต็มในการสั่งการข้ามกระทรวง และต้องเป็นผู้ที่พร้อมรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับแผนป้องกันสำหรับปีหน้าซึ่งคาดว่าจะแล้งสาหัสกว่าเดิม
เรายังมีเวลาเตรียมตัวอีก 8 เดือนก่อนจะถึงฤดูฝุ่นถัดไป หากเริ่มวางรากฐานตั้งแต่วันนี้ เราจะสามารถเปลี่ยนจาก “หายนะฝุ่นควัน” ให้กลายเป็น “อากาศสะอาด” ที่ยั่งยืนให้กับประชาชนได้