จับตา “รถไฟฟ้า 40 บาท” ปักธงใช้จริงทุกสาย ภายใน 1 มกราคม 2570
รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน
สิริพงศ์-กรมราง เปิดแนวทางรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ชู Single Ownership คุมค่าโดยสาร เตรียมทำประชาพิจารณ์ภายในกันยายนนี้ คาดเริ่มจริงจัง ภายใน 1 มกราคม 2570
มติชน รายงานว่า ที่ห้องประชุมมนังคศิลา กรมการขนส่งทางราง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า เน้นย้ำว่าภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้แล้ว ขร. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบรางของประเทศต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยมอบนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้
1.ลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยประชาชน 2.กระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งรัดโครงการสำคัญของระบบราง เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และจัดทำงบประมาณปี 2570 อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 3.ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งทางราง และสนับสนุนการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม และ 4.วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบรางอย่างยั่งยืน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถเช่าใช้รางเพื่อเดินรถสินค้าและผู้โดยสารได้เอง ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กรมรางศึกษาแนวทางการลงทุนระบบรางในอนาคต โดยเฉพาะการพิจารณานำกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund – TFF) มาใช้ระดมทุน แทนการใช้งบประมาณจากภาครัฐ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ประชาชนให้ความสนใจเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้าอย่างมาก โดยเฉพาะมาตรการค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงคมนาคมตั้งใจจะเร่งผลักดันให้เกิดระบบค่าโดยสารร่วมทุกสาย ภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดเพื่อให้ครอบคลุมทุกสายทางในกรุงเทพฯและปริมณฑล ก่อนที่จะเตรียมทำประชาพิจารณ์ในเดือนกันยายน 2569
ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า หลักการคำนวณค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทต่อวัน แบ่งเป็น 2 ระดับ คือระดับแรก 40 บาทต่อวัน สำหรับการเดินทางระยะใกล้ ไม่เกิน 10 สถานี และระดับที่สอง ไม่เกิน 60 บาทต่อวัน สำหรับการเดินทางระยะเกิน 10 สถานีขึ้นไป ซึ่งระบบจะคำนวณผ่านบัตร EMV โดยระบบจะคำนวณราคาตามระยะทางจริง โดยจะมีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 5 บาททุก ๆ ปี ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในปีที่ 6 เป็นต้นไป ราคาค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 90 บาทตลอดวัน
นายพิเชฐ กล่าวว่า ส่วนแนวคิด Single Ownership หรือการรวมสิทธิบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าโดยการโอนสิทธิบริหารจัดการรายได้และสัญญาเดินรถของรถไฟฟ้าทุกสายทางมาไว้ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้รัฐสามารถควบคุมเพดานราคาค่าโดยสารได้อย่างเป็นเอกภาพ แต่ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันแต่ละสัมปทานของแต่ละสายมีผู้ถือสิทธิและสัญญาสัมปทานต่างกัน จึงต้องเจรจาเป็นรายกรณี และใช้วิธีเจรจารายละเอียดแตกต่างกัน โดยเฉพาะสายสีเขียว หรือบีทีเอส ที่มีถึง 3 ส่วน และมีวันสิ้นสุดสัญญาไม่พร้อมกัน
นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า แนวทาง single Ownership ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องใช้เงินงบประมาณหรือกู้เงินมาเพื่อซื้อสัมปทานคืนทุกสัญญาเสมอไป บางส่วนอาจมีแนวทางการเจรจาเปลี่ยนจากสัมปทานรายได้ (Net Cost) เป็นการจ้างเดินรถ (Gross Cost) แทน เพื่อให้รัฐเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารและจัดเก็บรายได้แทน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการในราคาที่เหมาะสม และไม่เป็นภาระงบประมาณมากเกินไป
และการโอนสิทธิมาไว้ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไม่ใช่เป็นการโอนทรัพย์สิน (Asset) มาให้รัฐทั้งหมด แต่จะแยกส่วนของทรัพย์สิน (Asset) ออกจากการบริหารจัดการ โดยรัฐจะขอคืนสิทธิในการจัดเก็บรายได้และสิทธิในการกำหนดราคาค่าโดยสาร เพื่อให้สามารถคุมราคาตามนโยบายรัฐบาลได้
นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า ส่วนการเดินรถ รัฐจะจ้างเอกชนรายเดิมเป็นผู้ดำเนินการต่อ เพื่อให้รัฐสามารถกำหนดราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนได้ โดยไม่ต้องรอให้สัมทานเดิมหมดอายุ ทั้งนี้ ในส่วนตัวเลข 1.4 แสนล้านบาทนั้น เป็นเพียงการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของรถไฟฟ้าเบื้องต้นทุกสาย ไม่ใช่เป็นตัวเลขการซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมด

