Skip to content

“ตราสมอ” กางแผนรับมือเปิดเทอม พลิกเกมรุกออนไลน์สู้ค่าครองชีพ-พฤติกรรม “ซื้อน้อยแต่เน้นคุณภาพ”

13 พ.ค. 2569 | 15:31น.
“ตราสมอ” กางแผนรับมือเปิดเทอม พลิกเกมรุกออนไลน์สู้ค่าครองชีพ-พฤติกรรม “ซื้อน้อยแต่เน้นคุณภาพ”
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

‘สมอยูนิฟอร์ม’ ชี้ตลาดชุดนักเรียนปี 2569 ยังคึกคักแม้เผชิญปัจจัยลบค่าครองชีพ เผยผู้ปกครองปรับพฤติกรรมเน้นซื้อเท่าที่จำเป็นแต่เจาะจงสินค้าคุณภาพสูงเพื่อความคุ้มค่า ระบุช่องทางออนไลน์โตพุ่งสวนทางหน้าร้าน พร้อมปรับกลยุทธ์ชูบริการครบวงจร-ปักชื่อ-แนะนำไซส์ผ่านหน้าจอ มั่นใจนโยบายรัฐผ่อนปรนชุดนักเรียนกระทบดีมานด์จำกัด เหตุชุดเก่าใส่ไม่ได้และเสื่อมสภาพตามการใช้งาน

นายวรวุฒิ ชูศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมอยูนิฟอร์ม จำกัด ผู้จัดจำหน่ายชุดนักเรียน “ตราสมอ” เปิดเผยกับ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ว่า แม้ในภาพรวมปีนี้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยหลักมาจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อที่ต้องผ่านการคิดคำนวณมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูกาลเปิดเทอมปีนี้ ตลาดกลับมีความคึกคักและยอดขายของสมอยูนิฟอร์มมีการเติบโตขึ้น โดยเฉพาะใน “ช่องทางออนไลน์” ที่มีการขยายตัวอย่างชัดเจนและคึกคักมากกว่าหน้าร้านออฟไลน์

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ได้หายไปจากตลาด เพียงแต่มีการ “ย้ายช่องทาง” การซื้อ และผู้ซื้อมีความ “เลือกมากขึ้น” โดยจะตัดสินใจเลือกซื้อกับร้านที่สร้างความมั่นใจในด้านคุณภาพและความสะดวกเป็นหลัก

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ปกครอง

พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปค่อนข้างชัดเจน จากเดิมที่เคยซื้อชุดนักเรียนในปริมาณมากเพื่อให้ครบชุดสำหรับทั้งสัปดาห์ ปัจจุบันเปลี่ยนแนวโน้มเป็นการ “ซื้อเท่าที่จำเป็น” แต่ให้ความสำคัญกับการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพสูงเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปมากที่สุด

ผลกระทบจากนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มีการผ่อนปรนเรื่องชุดนักเรียนนั้น นายวรวุฒิมองว่ามีผลในแง่ของ “การชะลอการซื้อ” อยู่บ้างในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากแนวทางดังกล่าวเป็นลักษณะของการผ่อนปรนเพื่อช่วยลดภาระให้ครอบครัวที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การบังคับให้ยกเลิกการใช้ชุดนักเรียน จึงไม่ได้ส่งผลกระทบที่แตกต่างจากปีก่อนๆ มากนัก

ในทางปฏิบัติ ผู้ปกครองจำนวนมากยังคงเลือกซื้อชุดนักเรียนอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลความจำเป็น 3 ประการหลัก คือ

  • ขนาดชุดเดิมที่บุตรหลานใส่ไม่ได้แล้ว
  • สภาพการใช้งานที่เสื่อมสภาพไปตามเวลา
  • ความต้องการความเรียบร้อยของบุตรหลาน

ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจึงเป็นเพียงการที่ผู้ปกครองปรับพฤติกรรมมาเป็นคน “เลือกมากขึ้น” มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์การรับมือของสมอยูนิฟอร์ม

เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สมอยูนิฟอร์มได้มีการปรับตัวในหลายด้าน ดังนี้

เน้นคุณภาพสินค้า: สื่อสารให้ลูกค้าเห็นถึงความคุ้มค่าว่าการซื้อครั้งเดียวสามารถใช้งานได้นาน

เพิ่มความสะดวกในช่องทางออนไลน์: เพื่อช่วยผู้ปกครองลดภาระการเดินทาง ประหยัดเวลา และลดต้นทุนแฝงต่างๆ

บริการแนะนำไซส์โดยผู้เชี่ยวชาญ: เพื่อให้ลูกค้าได้ขนาดที่พอดีตั้งแต่การสั่งซื้อครั้งแรก ลดปัญหาและขั้นตอนการเปลี่ยนสินค้า

บริการครบวงจร: จัดเตรียมบริการเสริมที่จำเป็น เช่น การปักชื่อ การออกใบเสร็จเพื่อใช้เบิกกับโรงเรียน และนโยบายการเปลี่ยนไซส์ที่สะดวก

เน้นการสื่อสารเรื่องความคุ้มค่าและความสะดวก: ปรับการสื่อสารจากการเน้นเพียงราคาถูก มาเป็นการเน้นว่า “ซื้อแล้วจบ” สามารถใช้งานได้จริงในระยะยาว

“แม้ตลาดจะมีความท้าทายมากขึ้น แต่สถานการณ์นี้ถือเป็นโอกาสให้แบรนด์ได้พิสูจน์คุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาวครับ” นายวรวุฒิกล่าว