คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
ผมอ่านพาดหัวข่าวของประเทศไทยว่าด้วยเรื่องหนี้สาธารณะ แล้วเห็นว่ายังมีการรับรู้เรื่องหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อน เพราะเมื่อรัฐบาลบอกว่าจะขยายเพดานหนี้สาธารณะ สื่อมวลชนมักพาดหัวว่า “รัฐบาลหนี้ท่วม” บ้าง หรือ “หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน” บ้าง
พาดหัวข่าวเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้คนไทยทั่ว ๆ ไปเข้าใจเรื่องหนี้สาธารณะอย่างถูกต้อง และความเข้าใจผิด ๆ แบบนี้ก็กลับมาเหนี่ยวรั้งความเปลี่ยนแปลง หรือเป็นอุปสรรคในการเสริมศักยภาพของประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขัน หรือในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง
คำว่า “หนี้สาธารณะ” ในภาษาไทยด้วยตัวของมันเองก็อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่า คือหนี้สิน “ของ” สาธารณะ
คนไทยเกิดมาปุ๊บก็มีหนี้สินต่อหัวเท่านั้นบาท เท่านี้บาท เลยพาลกลัวหนี้สาธารณะ แต่ที่เรามักหลงลืมที่จะอธิบายกันคือหนี้สาธารณะหมายถึง Debt to GDP Ratio ที่แปลว่าสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
แต่ละประเทศจะมีการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะแตกต่างกันไป จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นว่าหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นสูงถึง 225% สิงคโปร์ 168% สหราชอาณาจักร 97% สหรัฐ 122%
ประเทศที่หนี้สาธารณะต่ำมากคือรัสเซีย 16% เห็นตัวเลขแบบนี้แล้วก็รู้เลยใช่ไหมครับว่า ยอดหนี้สาธารณะไม่ได้บอกความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอของเศรษฐกิจแต่ละประเทศอย่างตรงไปตรงมา
การมีหนี้สาธารณะสูงไม่ได้แปลว่ารัฐบาลของประเทศนั้นหนี้ท่วม หรือรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังสร้างหนี้ชั่วลูกชั่วหลานให้คนญี่ปุ่น
การกำหนดเพดานหนี้สาธารณะจึงเป็นตัวเลขเพื่อกำหนดขอบเขตของการทำงานบนสิ่งที่เรียกว่างบประมาณ ที่สัมพันธ์กับจีดีพี และสัมพันธ์กับวาระหรือนโยบายที่รัฐบาลนั้น ๆ ต้องการผลักดัน
หากรัฐบาลหนึ่ง ๆ ไม่ต้องการลงทุนอะไรใหม่เลย จำกัดตัวเองไว้ในเซฟโซน มีแค่รายจ่าย “ประจำ” ทำงานเช้าชามเย็นชามพอให้มีเงินมาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ นายกฯไม่อยากโดนด่าเยอะ ก็อาจจะกดเพดานหนี้สาธารณะต่ำ ๆ เข้าไว้ ไม่ต้องขยาย ไม่ต้องกู้
มันจะไม่เป็นปัญหาหากประเทศของเราจัดเก็บภาษีได้มาก เศรษฐกิจดี ค้าขายดี การลงทุนดี นักท่องเที่ยวเยอะ มีสินแร่ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า เราก็อยู่เซฟโซนแบบนั้นได้
แต่เราต้องกลับมาถามตัวเองว่าประเทศไทยสามารถอยู่ในเซฟโซนนั้นได้หรือไม่ ?
ประเทศไทยกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ 70% ถ้าจีดีพีเราโตปีละ 7-8% การกำหนดเพดานหนี้ที่ 70% ก็คงไม่เป็นปัญหา เพราะมีสภาพคล่อง พูดง่าย ๆ ว่าหนี้เล็กลงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น แต่หันมาดูจีดีพีประเทศไทยที่โตเพียง 1% ต่อเนื่องกันหลายปี ปี 2568 จีดีพี 19 ล้านล้าน หนี้ของเราตอนนี้คือ 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% อีกนิดเดียวก็จะชนเพดาน
ทำอย่างไรจะให้จีดีพีโตมากกว่านี้เพื่อหนี้สาธารณะจะไม่ชนเพดาน ก็ต้องลงทุนเพิ่ม จะลงทุนเพิ่มก็ต้องกู้เงิน จะกู้เงินเพิ่มก็กู้ไม่ได้ เพราะชนเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดเอาไว้ เมื่อกู้ไม่ได้ก็ลงทุนไม่ได้
เมื่อไม่มีการลงทุนใหม่ รายได้ก็ไม่เพิ่ม เมื่อรายได้ไม่เพิ่มจีดีพีก็ไม่โต ทำอย่างไรให้จีดีพีโต ก็ต้องมีการลงทุนจากภาครัฐ รัฐจะลงทุนได้ก็ต้องกู้ จะกู้ก็ชนเพดาน
ลองอ่านในสิ่งที่ผมเขียนนี้วนไปเรื่อย ๆ แล้วจะเห็นภาพว่าการสร้าง “ผี” ของคำว่าหนี้สาธารณะให้น่ากลัวจนเกินกว่าเหตุนั้น ทำให้ไม่มีการลงทุนจากภาครัฐ
ตอนผมเป็นนายกฯ เคยหารือกับทีมงานว่าอยากขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 80% เพราะเมื่อโจทย์ของเราคือสร้างตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่ขยายเพดานหนี้ ไม่กู้ ก็ไม่มีเงินมาลงทุน แต่ทีมงานห้ามเป็นพัลวันครับ ตามทฤษฎีตามหลักการทุกคนเห็นด้วยหมดว่าการขยายเพดานเงินกู้นั้นดี แต่ในทางการเมืองพวกเขาบอกว่าเราไม่มีต้นทุนทางความเชื่อมั่นจากประชาชนมากพอ
เมื่อมีข่าวว่ารัฐบาลมีแผนจะปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ผมเห็นด้วยว่าควรขยับ และอยากเสนอเพิ่มเติมว่าเงินที่กู้มาควรเอาไปช่วยจุนเจือเรื่องค่าพลังงาน ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นมาอันเกิดจากวิกฤตพลังงานให้กับประชาชน และเพื่อรักษาความสามารถในการบริโภคภายในประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลต้องเอาเงินกู้นี้ไปลงทุนเพิ่ม เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ คือให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น
เรื่องการจัดอันดับเครดิตนั้น ผมเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกลัว หากเงินกู้นี้ถูกนำมาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ไม่ท่วม ไม่แล้ง เพราะเรื่องน้ำ เรื่องดิน เป็นชีวิตเป็นเลือดเนื้อของคนไทยที่ยังต้องเอาหลังไปพิงไว้กับภาคการเกษตร ในหนึ่งครัวเรือของคนไทย แม้จะมาขับแท็กซี่ มาทำงานโรงงาน แต่ขาอีกข้างหนึ่งของพวกเขายังอยู่ในภาคการเกษตร หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปเพื่อดูแลเรื่องการบริหารจัดการดิน-น้ำทั้งระบบ ผมเชื่อว่าบริษัทจัดเรตติ้งเข้าใจเรื่องนี้ได้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงของไทย ไม่ใช่เรื่องเพดานหนี้สาธารณะครับ แต่เป็นเรื่องหนี้ครัวเรือน ที่ผมเคยเปรียบเทียบว่าเป็น Modern Slavery หนี้สินของภาคครัวเรือนคือตัวฉุดรั้งศักยภาพของประเทศ เราควรให้รัฐบาลเป็นหนี้ เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและเพื่อให้ประชาชนหลุดจากวงจรหนี้
ภาระของรัฐบาลคือการเป็นหนี้แทนประชาชน
เพดานหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นต้องเป็นไปเพื่อให้หนี้ครัวเรือนของประชาชนลดต่ำลง
แทนการตระหนกในตัวเลขเพดานหนี้สาธารณะ ผมเห็นว่าเรื่องที่สำคัญกว่าคือ เงินที่กู้มานั้นจะนำมาสู่การลงทุนใหม่ ๆ เพื่อให้จีดีพีเราโตขึ้นหรือไม่ ? และส่งผลให้หนี้ครัวเรือนของประชาชนลดลงมากน้อยแค่ไหน ?
ขอรัฐบาลทำสองเรื่องนี้ให้สำเร็จ นั่นคือจีดีพีสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนลดลง หากทำได้เพดานหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นก็จะสมเหตุสมผลในที่สุด