เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทพ. เอาจริง ฝ่าฝืนด่านไม่ชำระค่าผ่านทางด่วน ปรับไม่เกิน 10 เท่า
Biz Movement กทพ. เอาจริง ฝ่าฝืนด่านไม่ชำระค่าผ่านทางด่วน ปรับไม่เกิน 10 เท่า
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 64,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 64,400 บาท
‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งใหญ่ เปิดบีโอไอเฉิงตู ปูทางลงทุนสองประเทศ
Economic ‘อนุทิน’ นำทัพธุรกิจไทยบุกจีนครั้งใหญ่ เปิดบีโอไอเฉิงตู ปูทางลงทุนสองประเทศ
เมื่อเฟดเลิกชี้นำตลาด : การเปลี่ยนแปลงแนวทางการสื่อสารในยุคเควิน วอร์ช
Finance เมื่อเฟดเลิกชี้นำตลาด : การเปลี่ยนแปลงแนวทางการสื่อสารในยุคเควิน วอร์ช
ซันโทรี่-เป๊ปซี่โค ทุ่ม 300 ล้านยูเอส ผุดโรงงานเวียดนามใหญ่สุดในเอเชีย
Business ซันโทรี่-เป๊ปซี่โค ทุ่ม 300 ล้านยูเอส ผุดโรงงานเวียดนามใหญ่สุดในเอเชีย
ธปท. ขยายเวลาซื้อทรัพย์คืนในโครงการ ‘พักทรัพย์ พักหนี้’ ถึงสิ้นปี’70 ธุรกิจกว่า 400 ราย ทยอยซื้อคืน
Finance ธปท. ขยายเวลาซื้อทรัพย์คืนในโครงการ ‘พักทรัพย์ พักหนี้’ ถึงสิ้นปี’70 ธุรกิจกว่า 400 ราย ทยอยซื้อคืน
นายกฯ เสนอ 3 หลักการธรรมาภิบาล AI บนเวทีโลก
Politics นายกฯ เสนอ 3 หลักการธรรมาภิบาล AI บนเวทีโลก
ต่างชาติลงทุนไทยครึ่งปีแรกเฉียด 1.9 แสนล้าน ญี่ปุ่นทุ่มสูงสุด 4.46 หมื่นล้าน
Economic ต่างชาติลงทุนไทยครึ่งปีแรกเฉียด 1.9 แสนล้าน ญี่ปุ่นทุ่มสูงสุด 4.46 หมื่นล้าน
เปิดปี’72 เวิ้งนครเกษม มิกซ์ยูสหมื่นล้าน ใจกลางเยาวราช แลนด์มาร์กระดับโลก
Real Estate เปิดปี’72 เวิ้งนครเกษม มิกซ์ยูสหมื่นล้าน ใจกลางเยาวราช แลนด์มาร์กระดับโลก
สงครามปะทุ-SET เนื้อหอม ASPS ลุ้นปีนี้ฟันด์โฟลว์ทะลัก 1 แสนล้าน
Finance สงครามปะทุ-SET เนื้อหอม ASPS ลุ้นปีนี้ฟันด์โฟลว์ทะลัก 1 แสนล้าน
ดูทั้งหมด

ทางสองแพร่ง ‘อุตฯยานยนต์ และชิ้นส่วนฯ’ ถึงเวลาเอาจริง

16 พ.ค. 2569 | 07:38น.
ยานยนต์
คอลัมน์ : รายงาน
ผู้เขียน : วุฒิณี ทับทอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ให้กับประเทศไทยมากถึงปีละ 10%  ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก ปักหมุดเข้ามาเลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิต

ดิสรัปต์ “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย”

ความแข็งแกร่งจนไทยได้รับขนานนามว่า “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” สร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งความสำเร็จจากการปั้นโปรดักต์แชมเปี้ยนอย่างรถปิกอัพขนาด 1 ตัน และรถอีโคคาร์ ช่วยเสริมเขี้ยวความแข็งแกร่งในฐานการผลิตสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก

แต่ใครจะเชื่อว่าในช่วงระยะเวลาให้หลังไม่ถึง 10 ปี  อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทยเริ่มสั่นคลอน ผลจากการเปิดช่องว่างที่อาจจะกลายเป็นช่องโหว่ หลังการตัดสินใจทำ FTA ของประเทศกลุ่มอาเซียน  ซึ่งหมายรวมถึง “ประเทศไทย” กับจีน หรือ Asian China FTA (Free Trade Area) เปิดเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าหลากหลาย รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV/BEV) อัตราภาษี 0%

ยานยนต์

หวังสร้าง GAP ภาษีให้กว้างขึ้น

จากนั้นในส่วนของภาษีสรรพสามิตที่ปัจจุบันจัดเก็บสำหรับรถยนต์อีวีที่นำเข้าจากจีนนั้น เก็บในอัตรา 8% ขณะที่รถอีวีที่ประกอบในประเทศเก็บในอัตรา 2% ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ส่วนต่าง” ระหว่างรถยนต์ที่ผลิต/ประกอบในประเทศ และรถยนต์ที่ CBU หรือนำเข้ามาทั้งนั้น มีช่องว่างต่างกันเพียงแค่  6% เท่านั้น 

คำถามคือ ต้นทุนวันนี้แทบจะไม่แตกต่างกัน แล้วทำไมจึงควรที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานประกอบ/ผลิตรถในประเทศไทย

ดังนั้น GAP  หรือช่องว่างทางภาษีสรรพสามิตตรงนี้ถึงคราวจะต้องหันมาพิจารณาใหม่ รวมทั้งบังคับใช้อย่างจริงจัง

จีน “ต้นทุนอีวี” ถูกที่สุด

ที่สำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นเป็นที่ทราบโดยถ้วนทั่วว่า “ต้นทุน” การผลิตรถอีวี  หรือรถยนต์ของจีน ไม่ว่าจะไปลงทุนตั้งฐานผลิต ณ ที่หนึ่งที่ใดในโลกใบนี้ ย่อมไม่มีทางที่จะแข่งขัน หรือสร้างความคุ้มทุนได้เท่ากับการผลิตในจีนเอง หนำซ้ำการตั้งฐานผลิตนอกจากจีนรวมถึง “ไทย”

จึงไม่แปลกอะไรที่ค่ายรถยนต์จีนซึ่งเข้ามาตั้งฐานประกอบในประเทศไทยจะเลือกใช้วิธี KD หรือ Knocked Down นำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบรถยนต์ บางรายใช้วิธี SKD หรือ Semi-Knock Down นำเข้ามาใช้ไทยเป็นที่ “ประกอบ” เท่านั้น

จนกลายเป็นตลกร้าย แม้กระทั่ง “แรงงาน” ที่ใช้ในโรงงานหลัก ๆ คนไทยเป็นส่วนน้อย หรือคนจีน (ต่างด้าว) เป็นส่วนมาก ตรงนี้ก็ยังไม่มีการตรวจสอบกันอย่างจริงจัง 

ยานยนต์

ทำอย่างไรเราจะเปลี่ยนจากการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ ให้แทนที่ด้วยการจัดหาซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ในประเทศไทย กลับกลายเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมา (เกือบ) ทั้งหมด แล้วใช้โรงงานที่ลงทุนเพื่อประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำเข้ามาให้เป็นรถยนต์หนึ่งคัน

ที่ผ่านมาการส่งเสริมอีวี อย่างโครงการ EV 3.0 และ 3.5 ที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์อีวีที่เข้าร่วมโครงการ คันละ 100,000 และ 50,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด  แต่ค่ายรถเหล่านี้ต้องเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิต/ประกอบรถยนต์ในประเทศไทย และแน่นอน “ผู้บริโภค” ได้ “สินค้าราคาถูกลง” จากเงินสนับสนุนของรัฐ

ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะจูงใจให้ค่ายรถยนต์เหล่านั้นตัดสินใจเข้าร่วม และลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีผลงานได้เข้าตา เข้าเป้าตัวเลขการลงทุน

ดึงเม็ดเงินลงทุน 1.82 แสนล้าน

ในเชิงการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ถือว่าเป็นการวางนโยบายอย่างชาญฉลาด เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI  “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เปิดเผยบนเวที BOI Symposium  ว่า “ไทยกำลังชิงจังหวะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมทั้งดึงดูดบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ทุกประเภท 

รวมทั้งชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้มาตั้งฐานผลิตในไทยเพื่อรองรับความต้องการในประเทศและส่งออก นับตั้งแต่ปี 2560-2569  มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอีวี กว่า 182,000 ล้านบาท

ครอบคลุมทั้งการผลิตรถยนต์อีวีทุกประเภท, แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงสถานีชาร์จ และนี่คือการสะท้อนความมั่นใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อประเทศไทย”

ไม่มีใครปฏิเสธถึงศักยภาพ และขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานอันแข็งแกร่ง เพียงแต่ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาเราเห็นรถยนต์อีวีวิ่งบนท้องถนนบ้านเราเพิ่มขึ้น ยอดขายสะสมของรถยนต์อีวี จากกลุ่มยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยล่าสุดพบว่าปัจจุบันมีการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าสะสมทั่วประเทศ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมียานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภทรถยนต์นั่งแบบแบตเตอรี่ สะสมรวม 434,968 คัน เพิ่มขึ้น 67.95%, ยานยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด สะสมรวม 652,431 คัน เพิ่มขึ้น 28.63% และยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด สะสมรวม 85,443 คัน  เพิ่มขึ้น 50.84%

ยานยนต์
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า

หวั่นการเสียฐานการผลิต

จำนวนยอดขายรถอีวีมีปริมาณเพิ่มขึ้นจริง แต่เสียงสะท้อนและภาพความเป็นจริงในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน หลัง 10 สมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน “ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อรัฐบาล เพื่ออนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” โดยมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย ได้เคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจน (ที่สุดเท่าที่เคยมี) เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ

นำโดยนายกสมาคมต่าง ๆ  ได้แก่ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT), สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA), สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย  (THAI SUBCON), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA), สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA), นายกสมาคมไทยคอมโพสิท (TCA), นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย (TDIA), สมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA), สมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA), สมาคมอุตสาหกรรมหล่อโลหะไทย (TFA) ได้ร่วมตัวกันสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในด้านของ “การสูญเสียฐานการผลิต” เนื่องจากค่ายรถยนต์ปรับกลยุทธ์นำเข้ารถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% แทนการผลิตในไทย

“วิกฤตผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย” ที่กำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน และ “หน้าผาอุตสาหกรรมในปี 2570” หลังจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2570 จะไม่มีภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐจึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% แทนการผลิตในประเทศ

ทางสองแพร่ง ฐานผลิตหลัก

ทั้งนี้ ทาง 10 สมาคมได้ขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการที่ปกป้องผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจ โดยต้องการให้ “รัฐบาลตัดสินใจเลือกระหว่างการเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือการคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่มั่นคงของโลก” 

ยานยนต์
พิธีลงนามผนึกกำลัง 10 สมาคม

8 มาตรการฉุกเฉิน

ทั้งนี้ กลุ่มสมาพันธ์ (10 สมาคม) ได้เสนอ 8 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อเป็นมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ได้แก่ 1. การปฏิรูปภาษีสรรพสามิต สร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในไทย พร้อมใช้ระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า”

การกำหนดส่วนต่างภาษีสรรพสามิตระหว่างรถผลิตในประเทศและรถนำเข้า (CBU) ให้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อจูงใจการลงทุน (เดิมภาษีสรรพสามิตของรถนำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศมีอัตราที่ต่างกันเพียง 8% ซึ่งไม่จูงใจให้ผลิตรถยนต์ในประเทศแทนการนำเข้า) และขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา โดยนับยอดผลิตในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแลกโควตานำเข้า ด้วยภาษีอัตราต่ำลง เป็นต้น   

ยานยนต์

คุมเข้มใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

2.การปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากรและยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content)  ปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ 40% นั้นเพียงพอ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น และบังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทย (Thai Material Content) ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและการผลิตในประเทศที่แท้จริง

3.การส่งเสริมการใช้ “ชิ้นส่วนร่วม” (Common Parts) กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม (ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพในการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น แชสซีส์ ตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต

ยานยนต์

ถอนบัตรส่งเสริมหากผิดกฎ

4.ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย โดยปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และขอให้ BOI ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านแรงงานและเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที

กำหนดโควตา แก้สวมสิทธิ

5.แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ เจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า 6.การยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)  ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ “สวมสิทธิ์สินค้า” และรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย

ยานยนต์

7.การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) กำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยมีส่วนร่วม และ 8.การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ  และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS  บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพบริบทการใช้ยานยนต์ไทย และให้ความสำคัญกับห้องปฏิบัติการทดสอบในไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูง

นาทีนี้ ถือว่ายังไม่สายเกินไปที่ประเทศไทยจะหันกลับมาลงรายละเอียด ในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์กันอย่างจริงจัง ทั้ง ความแข็งแกร่งปัจจุบันที่ยังคงอยู่ คือ ตามนโยบายที่ประเทศไทยเคยประกาศไว้ในยุคนายกฯ เศรษฐา ว่า “ไทยจะยังคงเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในและจะผลิตจนคันสุดท้ายของโลก”  และประเทศไทยไม่ลืมบุญคุณญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยเป็นเวลาต่อเนื่องหลายสิบปี บนเวทีสัมมนา “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อหลายปีก่อน ยังคงสะท้อนศักยภาพ โอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์มาจนวันนี้ 

ยานยนต์

สุดท้ายหวังว่าระหว่างการเดินข้ามผ่านรอยต่อช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ “ประเทศไทย” จะไม่ตกม้าตาย… จากนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า

ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องไม่ตกขบวน หรือ “ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” 

ความภาคภูมิในฐานะประเทศผู้ผลิต กับประเทศที่รับจ้างประกอบ อย่างไหนมีศักดิ์และสิทธิที่ควรค่า

ในเมื่อเราเป็นเจ้าของประเทศ มีสิทธิที่จะปกป้องอุตสาหกรรมของคนไทย แล้วเหตุใดประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสและศักยภาพตรงนี้ไป