ต่างชาติลงทุนไทยครึ่งปีแรกเฉียด 1.9 แสนล้าน ญี่ปุ่นทุ่มสูงสุด 4.46 หมื่นล้าน
ต่างชาติแห่ลงทุนในไทยช่วงครึ่งปีแรก 2569 จำนวน 640 ราย เพิ่มขึ้น 27% เม็ดเงินรวม 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 76,108 ล้านบาท หรือ 68% ญี่ปุ่นครองแชมป์มูลค่าลงทุน 44,662 ล้านบาท ตามด้วยสิงคโปร์ 37,867 ล้านบาท และจีน 35,479 ล้านบาท ขณะที่เงินลงทุนเกือบครึ่งมุ่งเข้าสู่พื้นที่ EEC และอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ซอฟต์แวร์ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และการผลิตมูลค่าสูง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่าช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวม 640 ราย มูลค่าเงินลงทุน 187,614 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานคนไทย 4,269 คน

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวนผู้ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้น 138 ราย หรือ 27% จาก 502 ราย เป็น 640 ราย ขณะที่มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 76,108 ล้านบาท หรือ 68% จาก 111,506 ล้านบาท ส่วนการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 983 คน หรือ 30% จาก 3,286 คน เป็น 4,269 คน
“การลงทุนจากต่างชาติส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายพูนพงษ์กล่าว
สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 87 ราย เงินลงทุน 44,662 ล้านบาท สิงคโปร์ 83 ราย เงินลงทุน 37,867 ล้านบาท จีน 110 ราย เงินลงทุน 35,479 ล้านบาท ฮ่องกง 59 ราย เงินลงทุน 13,088 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา 107 ราย เงินลงทุน 6,043 ล้านบาท
ญี่ปุ่นลงทุนในธุรกิจบริการด้านวิศวกรรมและเทคนิค สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาซอฟต์แวร์ และการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์โลหะ
สิงคโปร์ลงทุนในธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ บริการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ Thailand National Single Window รวมถึงการรับจ้างผลิตอาหารสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะ และชิ้นส่วนระบบโทรคมนาคมแบบใยแก้วนำแสง
ส่วนจีนลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า การออกแบบและก่อสร้างระบบโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม การพัฒนาซอฟต์แวร์ และการรับจ้างผลิตแม่พิมพ์ รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ประเภท Printed Circuit Board Assembly หรือ PCBA
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติ 151 ราย เข้ามาลงทุนผ่านการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนอีก 489 ราย ขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจผ่านช่องทางการส่งเสริมการลงทุน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ
ในจำนวนดังกล่าว เป็นการลงทุนตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI จำนวน 307 ราย คิดเป็น 48% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด มีมูลค่าลงทุนรวม 127,879 ล้านบาท
ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด ได้แก่ ธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์อากาศยาน เครื่องจักรอัตโนมัติ และชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
รองลงมาเป็นธุรกิจบริการมูลค่าสูง เช่น สำนักงานสนับสนุนการค้าและการลงทุน ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ และศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ รวมถึงธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัลและบริการด้าน AI
นายพูนพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงครึ่งปีแรกมีนักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จำนวน 199 ราย เพิ่มขึ้น 41 ราย หรือ 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด
มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC อยู่ที่ 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนรวม โดยเป็นนักลงทุนจีน 69 ราย เงินลงทุน 28,983 ล้านบาท ญี่ปุ่น 28 ราย เงินลงทุน 22,386 ล้านบาท สิงคโปร์ 22 ราย เงินลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 80 ราย เงินลงทุน 22,310 ล้านบาท
ธุรกิจสำคัญที่เข้าลงทุนใน EEC ได้แก่ การซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนอากาศยานทางการทหาร บริการวิศวกรรมด้านรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจคลังสินค้า และการรับจ้างผลิตแม่พิมพ์ โลหะขึ้นรูป และผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล
เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 112 ราย เงินลงทุนรวม 34,056 ล้านบาท แบ่งเป็นการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรอง 82 ราย โดยนักลงทุนหลักมาจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
การลงทุนในเดือนดังกล่าวก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย 481 คน พร้อมมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม การประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างแบรนด์ และการซ่อมแซมเครื่องมือทางการแพทย์
ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตในเดือนมิถุนายน ได้แก่ บริการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทานอ่าวไทย การค้าส่งเครื่องพิมพ์ 3 มิติและชิ้นส่วนยานยนต์ บริการจัดการพลังงานและระบบผลิตน้ำเย็นของโรงแรม รวมถึงการรับจ้างผลิตหุ่นยนต์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม และบรรจุภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล
