Skip to content

สนค.ชี้ EU เร่งปิดดีล FTA ทั่วโลก ไทยต้องสปีดเจรจา หวังจบปี ’69

20 พ.ค. 2569 | 09:59น.
สนค.ชี้ EU เร่งปิดดีล FTA ทั่วโลก ไทยต้องสปีดเจรจา หวังจบปี ’69

สนค.ประเมิน EU เดินหน้าสรุป FTA กับคู่ค้าทั่วโลก สะท้อนโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ทั้งการขยายตลาด เชื่อมโยงซัพพลายเชน และดึงลงทุนต่างชาติ พร้อมเร่งต่อยอดเจรจา FTA ไทย-EU ตั้งเป้าปิดดีลภายในปี 2569 หลังสรุปข้อบทแล้ว 11 จาก 24 บท

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. เปิดเผยว่า ทิศทางของสหภาพยุโรป หรือ EU ที่เร่งรัดจัดทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ส่งผลเชิงบวกต่อไทย ทั้งด้านโอกาสขยายตลาด การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตามไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาศักยภาพท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 EU สามารถบรรลุและสรุปผลการเจรจา FTA ได้ 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ การลงนามความตกลงกับกลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ หรือ Mercosur ซึ่งประกอบด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย รวมถึงการสรุปผลการเจรจากับอินเดียและออสเตรเลีย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นเชิงนโยบายของ EU ในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ พัฒนาการดังกล่าวเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทยในหลายด้าน โดยประการแรก การที่ EU ขยายความตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก หรือ Global Supply Chain Reconfiguration เอื้อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกในอุตสาหกรรมศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป ยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

ประการที่สอง การขยายเครือข่าย FTA ของ EU จะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เนื่องจากบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจาก EU มีแนวโน้มเลือกลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีความเชื่อมโยงทางการค้า และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน และมีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง

ประการที่สาม การเจรจา FTA กับ EU จะเป็นแรงผลักดันให้ไทยยกระดับมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ และระบบการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่มี FTA กับ EU แล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและเข้าถึงตลาด EU ได้ก่อน ทำให้สินค้าไทยบางประเภทอาจเสียเปรียบด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น

นอกจากนี้ มาตรการทางการค้าของ EU ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ยังปรับตัวไม่ทัน

สนค.มองว่าไทยควรเร่งดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อให้ไทยเข้าถึงตลาด EU ได้ในเงื่อนไขที่ทัดเทียมประเทศคู่แข่ง ยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอน และมาตรฐานแรงงาน เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้ปรับตัวสู่การค้าในรูปแบบใหม่ เช่น การค้าดิจิทัลและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและโลก

สำหรับความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-EU ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายจัดการเจรจารอบที่ 8 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ และสามารถสรุปข้อบทเพิ่มเติมได้อีก 3 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA และหลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า

ส่งผลให้ปัจจุบันการเจรจาสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท โดยการเจรจารอบถัดไปจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569

ด้านมูลค่าการค้า EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยไตรมาสแรกปี 2569 การค้ารวมไทย-EU มีมูลค่า 12,223.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไป EU มูลค่า 7,671.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.14% และการนำเข้ามูลค่า 4,551.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.93% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 3,120.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไป EU ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า

นายนันทพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า EU เป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ มีกำลังซื้อสูง มี GDP กว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18% ของ GDP โลก และมีประชากรราว 450 ล้านคน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 47,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 3.2 เท่า

การมี FTA กับ EU จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้ในอัตราภาษีที่ต่ำลงหรือเป็นศูนย์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุน

FTA ไทย-EU ถือเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระยะยาว ไม่เพียงช่วยขยายตลาดส่งออก แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

EU FTA เอฟทีเอ สนค.