เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
Politics ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปีเดือนละ 60 ล้าน
Politics ‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปีเดือนละ 60 ล้าน
ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
Finance ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
Biz Movement CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
Finance GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
Politics ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
Politics สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
Economic หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
Finance EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจจีน ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

07 ส.ค. 2561 | 16:06น.

คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ขยายตัวราว 6.7% ปรับลงเล็กน้อยจาก 6.8% ในไตรมาสแรก ภาคบริการขยายตัวดีขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการลงทุนชะลอตัวลง โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ ส่วนการส่งออกก็ยังคงขยายตัวใช้ได้ (ขยายตัว 11% ในไตรมาส 2) และดูเหมือนว่าปัญหาความขัดแย้งทางการค้ายังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเท่าใด

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐยังเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องระวัง โดยส่วนใหญ่กังวลว่าหากสหรัฐดำเนินการขึ้นภาษีสินค้าตามที่ทรัมป์ได้ประกาศไว้ (สินค้าจีนที่ USTR กำลังดำเนินการสอบสวนมีมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ผลกระทบอาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า ทำให้เศรษฐกิจจีนเสี่ยงต่อการชะลอตัวลงแรง

สำหรับตลาดการเงินของจีนนั้น ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ามีความผันผวนและปรับตัวลงอย่างมาก ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่เพิ่มมากขึ้น โดยดัชนีราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลง 12% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (และปรับลงเกือบ 20% นับจากจุดสูงสุดของปีในช่วงปลายเดือนมกราคม) ส่วนค่าเงินหยวนก็อ่อนตัวลงจากกลางเดือนมีนาคมที่ระดับ 6.27 หยวนต่อดอลลาร์ มาเป็น 6.81 หยวนต่อดอลลาร์ หรืออ่อนตัวลงเกือบ 9% ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนกำลังจะประสบภาวะชะลอตัวอย่างมาก หรือจะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกซึ่งเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจจีนดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2015 และต้นปี 2016

นอกจากนี้ ภาวะหนี้ของบริษัทและรัฐบาลท้องถิ่นของจีนที่อยู่ในระดับสูงก็ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเข้มงวดทางการเงินเพื่อลดการก่อหนี้ ทำให้บริษัทและรัฐบาลท้องถิ่นที่ก่อหนี้เกินตัว เกิดปัญหาสภาพคล่อง ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและหนี้สินได้ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้แล้วกว่า 20 ราย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านหยวน ถึงแม้ว่าจำนวนที่ผิดนัดชำระหนี้จะยังต่ำ คือไม่ถึง 1% ของมูลค่าตลาดรวม แต่ปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่อนค่าของเงินหยวน ตลาดหุ้นปรับลดลง ดอกเบี้ยสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งความขัดแย้งทางการค้าที่ยังมีต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงของหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น

จะเห็นว่าภาพเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันนั้น แม้ตัวเลขการขยายตัวดูจะมีเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจภายในมีความเสี่ยงอย่างน้อย 3 ด้าน คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มากกว่าคาดในครึ่งหลังและในปีหน้าจากปัญหาการค้ากับสหรัฐ การอ่อนค่าของเงินหยวนและภาวะเงินทุนไหลออก รวมทั้งการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทที่ก่อหนี้เกินตัว

รัฐบาลจีนเองก็คงมองภาพความเสี่ยงดังกล่าว จึงจะเห็นได้ว่าในช่วงเดียวกันนั้นรัฐบาลเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดลงอย่างต่อเนื่อง นับแต่การชะลอการปรับดอกเบี้ยตามสหรัฐ เพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน ปรับลดการตั้งสำรองของธนาคารพาณิชย์เพื่อให้สามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดเล็ก และล่าสุดประกาศนโยบายผ่อนคลายทางการคลัง โดยจะปรับลดภาษีให้กับบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาวงเงินรวม 65,000 ล้านหยวน เพิ่มเติมจากแผนเดิมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มูลค่า 1.65 ล้านล้านหยวน (ประกาศไปเมื่อเดือนมีนาคม) ซึ่งจะเห็นว่าในครั้งนี้รัฐบาลจีนรีบดำเนินการผ่อนคลายมาตรการ แต่ข้อสังเกตคือ นโยบายการผ่อนคลายทำอย่างระมัดระวัง และทำบางกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งน่าจะเป็นเพราะกังวลว่า ถ้าผ่อนคลายมากไปอาจจะทำให้การก่อหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต

ปัจจัยลบที่จะมีผลต่อจีน 2 ประการในช่วงต่อไป คือ ยังไม่มีวี่แววว่าสหรัฐและจีนจะเจรจากันเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการค้า ทั้งนี้ สหรัฐมีแนวโน้มจะประกาศรายการสินค้าจีนที่จะถูกเก็บภาษี 25% อีก 16,000 ล้านเหรียญใน 1-2 อาทิตย์ข้างหน้า และ ยังมีรายการสินค้าที่กำลังดำเนินการสอบสวนที่จะเก็บภาษี 10% อีก 2 แสนล้านเหรียญ นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้

ซึ่งปัจจัยทั้ง 2 ประการน่าจะทำให้นักลงทุนหวั่นไหวและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและค่าเงินหยวนได้

ความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นและค่าเงินหยวนของจีนจะส่งผลกระทบต่อเอเชียค่อนข้างมากเนื่องจากจีนมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ คือเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ อุปโภคบริโภค และสินค้าขั้นกลาง รวมทั้งการท่องเที่ยว

ดังนั้น ความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีนจึงกลายเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจเอเชียชะลอตัว และเกิดความผันผวนในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และค่าเงินตามไปด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน เศรษฐกิจจีน