คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วิมล ตัน
ในการเดินทางไปเยือนฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เป็นการเดินทางไปเยือนอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีกำหนดการเข้าพบปะหารือกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส รวมถึงพบปะกับภาคธุรกิจและนักลงทุนรายใหญ่ของฝรั่งเศส นัยว่าเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และเทคโนโลยีระหว่าง 2 ประเทศ
พร้อม ๆ กับที่เราได้เห็นภาพการผลักดันการเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-สหภาพยุโรป หรือไทย-อียู FTA โดยมีทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีหลายกระทรวง และผู้บริหารหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันที่ประเทศไทย นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ที่ดูแลรับผิดชอบอียูและอังกฤษ ก็มีนัดหมายหารือร่วมกับคณะเอกอัครราชทูตจากประเทศสมาชิกอียู ประจำประเทศไทยกว่า 19 ประเทศ
เห็นภาพความกระตือรือร้น ขับเคลื่อนไทย-อียู FTA อย่างคึกคัก จนชักเคลิ้มว่าเราน่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในปีนี้ แต่ปมอุปสรรคที่ทำให้ความหวังสะดุดคือ ถึงตอนนี้การเจรจาไทย-อียู FTA ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย โดยเพิ่งจะสรุปได้แค่ 11 บทจากทั้งหมด 24 บท
ย้อนดูสถิติการทำงานที่ผ่านมา ไทย-อียู FTA เริ่มเจรจาครั้งแรกตั้งแต่ปี 2556 หรือผ่านมา 12 ปีแล้วการทำงานลุ่ม ๆ ดอน ๆ เจออุปสรรคใหญ่คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อปี 2557 เกิดรัฐประหาร ทำให้อียูระงับการเจรจาไปนานถึง 9 ปี เพิ่งจะเริ่มปัดฝุ่นมาคุยกันอีกทีปี 2566 นี่เอง
ช่วง 3 ปี (ปี 2566-2568) มีการเจรจาแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 8 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ สามารถสรุปเพิ่มได้ 3 บท ได้แก่ 1.มาตรการเยียวยาทางการค้า 2.ข้อยกเว้นการใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น เพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 3.หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า ส่วนรอบถัดไปคือ รอบที่ 9 นัดหมายที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2569
ถ้าดูความถี่ของการหารือ และผลที่ได้ในแต่ละรอบ เทียบกับอีก 13 บทที่เหลือ สงสัยความหวังจะริบหรี่ ไม่น่าจะปิดดีลได้ภายในปี 2569 เพราะรายละเอียดที่ยังไม่ได้ข้อสรุปล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบสูง และมีความได้เปรียบเสียเปรียบมากมาย อาทิ กฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องเกษตร ด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ที่เน้นความโปร่งใส เรื่องการค้าดิจิทัล เรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องหา “จุดร่วมที่ลงตัว” ให้ได้ประโยชน์สูงสุด และสูญเสียที่พอรับได้
โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ และยากที่สุด เพราะอียูตั้งกฎเกณฑ์การดูแลสิ่งแวดล้อมไว้ยุ่บยั่บ แค่เรื่องมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนของสินค้านำเข้า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งผู้ประกอบการไทยรับรู้และปรับตัวรับมือมาก่อนหน้าหลายปี จนถึงวันนี้น่าจะมีแค่บริษัทใหญ่ ๆ ที่รับมือได้ หรือมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในสินค้าเกษตรเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการทำลายพื้นที่ป่า รวมไปถึงการใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล ซึ่งผ่านมาไทยโดนข้อหานี้ จนนำมาซึ่งการปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารทะเล
ล้วนแต่เป็นโจทย์ยากที่ไทยต้องเร่งเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพราะ “เงื่อนเวลา” กลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศไทย เมื่อประเทศคู่แข่งที่สำคัญของไทยในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงกับอียูเป็นผลสำเร็จ
ประเทศคู่แข่งกำลังจะมี “แต้มต่อ” สามารถเข้าถึงตลาดอียูได้ก่อนไทย
ตลาดเศรษฐกิจสหภาพยุโรปที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ด้วยขนาดจีดีพีกว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 18% ของจีดีพีโลก มีจำนวนประชากรรวมกันถึง 450 ล้านคน
ช้ากว่าแค่นิดเดียว ก็ถือว่าพลาดแล้ว!!