ก.เกษตรฯ เผยการค้าสินค้าเกษตรไทยไตรมาสแรกปี 2569 ยังเกินดุลกว่า 194,134 ล้านบาท แม้มูลค่าการค้าโลกผันผวน เดินหน้ายกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าสินค้าแปรรูป ลดพึ่งพาราคาตลาดโลก พร้อมจับตาตลาดเอเชียใต้ส่งสัญญาณโตแรง ส่งออกเพิ่ม 153.85%
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ภาพรวมการค้าสินค้าเกษตรไทยกับตลาดโลกในไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 519,016 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 356,575 ล้านบาท และมูลค่านำเข้า 162,441 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยยังเกินดุลการค้าสินค้าเกษตร 194,134 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคเกษตรและอาหารไทยยังมีฐานการผลิตที่เข้มแข็ง และมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยยังเกินดุลการค้าสินค้าเกษตรในระดับสูง แต่ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการค้าทั้งด้านส่งออกและนำเข้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก การแข่งขันด้านราคา ต้นทุนโลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงมาตรฐานทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทมากขึ้น
นายสุริยะกล่าวว่า ไทยยังมีความได้เปรียบทั้งความหลากหลายของสินค้าเกษตร ฐานการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรเขตร้อน และชื่อเสียงของสินค้าอาหารไทยในตลาดโลก แต่การแข่งขันระยะต่อไปไม่สามารถพึ่งพาปริมาณหรือราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องยกระดับไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูง มีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด
สำหรับโครงสร้างตลาด พบว่าบางตลาดหลักปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน ขณะที่ตลาดเอเชียใต้มีสัญญาณขยายตัวน่าสนใจ โดยมูลค่าการค้ากับเอเชียใต้เพิ่มขึ้น 55.84% และการส่งออกเพิ่มขึ้น 153.85% สะท้อนโอกาสของไทยในการกระจายตลาดเชิงยุทธศาสตร์
ทั้งนี้ ไทยต้องวิเคราะห์เชิงลึกเป็นรายสินค้า รายตลาด และรายคู่แข่ง เพื่อกำหนดแนวทางส่งออกให้เหมาะสม เช่น ตลาดพรีเมี่ยมต้องเน้นมาตรฐาน คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้า ตลาดทั่วไปต้องเน้นต้นทุนและความต่อเนื่องของอุปทาน ส่วนตลาดเกิดใหม่ต้องเน้นความมั่นคงทางอาหารและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
นายสุริยะกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างสินค้าเกษตรไทยยังมีสัดส่วนสินค้าเกษตรขั้นต้นและกึ่งแปรรูปอยู่ในระดับสูง เช่น ข้าว ยางพารา ผลไม้สด และสินค้าเกษตรที่ราคาผูกกับตลาดโลก จึงควรเร่งเพิ่มบทบาทสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูน่าปรุงแต่ง เครื่องปรุงรส อาหารพร้อมบริโภค และสินค้าอาหารที่ใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูง
ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. กล่าวว่า แนวทางสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทย คือการเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการรักษาฐานสินค้าเกษตรหลัก เพื่อให้ภาคเกษตรไทยมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาตลาดโลกมากขึ้น
นอกจากนี้ ต้องพัฒนาระบบข้อมูลด้านการค้าเกษตรให้สามารถติดตามสถานการณ์คู่ค้า คู่แข่ง และสินค้าในระดับลึก เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาดและปัจจัยการแข่งขัน ทั้งราคา คุณภาพ มาตรฐาน โลจิสติกส์ และมาตรการทางการค้า
ขณะเดียวกัน ควรเร่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับ ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกติกาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น ยางพารา ปศุสัตว์ ข้าว อาหารทะเล และสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเปลี่ยนมาตรฐานจากภาระต้นทุนให้เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก
นายพีรพันธ์กล่าวว่า โจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทยในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าเกษตรให้ได้มากขึ้น แต่ต้องทำให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ด้วยคุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้มูลค่าจากตลาดโลกส่งผ่านกลับมายังเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน
