เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทรัมป์สั่งเบรกโจมตีอิหร่าน อ้างชาติอาหรับบรรลุกรอบดีลยุติสงคราม-จ่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
World ทรัมป์สั่งเบรกโจมตีอิหร่าน อ้างชาติอาหรับบรรลุกรอบดีลยุติสงคราม-จ่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
กต. โต้ UN ปมสิทธิมนุษยชน ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ 6.5 แสน เป็นผู้รุกล้ำ ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น
World กต. โต้ UN ปมสิทธิมนุษยชน ชายแดนไทย–กัมพูชา ชี้ 6.5 แสน เป็นผู้รุกล้ำ ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่น
‘ปิยบุตร’ ชี้ไทยผ่านจุดต้องเปลี่ยน จี้พรรค ‘กองหน้า’ ปลุกความเชื่อก่อนสังคมจำนน
Politics ‘ปิยบุตร’ ชี้ไทยผ่านจุดต้องเปลี่ยน จี้พรรค ‘กองหน้า’ ปลุกความเชื่อก่อนสังคมจำนน
สงครามทุบเศรษฐกิจไตรมาส 2 Q3 จับตา ‘ค่าครองชีพ-ต้นทุนธุรกิจ’ พุ่ง
Finance สงครามทุบเศรษฐกิจไตรมาส 2 Q3 จับตา ‘ค่าครองชีพ-ต้นทุนธุรกิจ’ พุ่ง
พิธา ปลุก ปชน. ท้อได้แต่ห้ามถอย ย้ำสามัคคีสร้างทางเลือกไม่ใช่แค่ ‘สีน้ำเงิน’
Politics พิธา ปลุก ปชน. ท้อได้แต่ห้ามถอย ย้ำสามัคคีสร้างทางเลือกไม่ใช่แค่ ‘สีน้ำเงิน’
หมดไฟ หรือหมดใจ ? เมื่อคนเก่งไม่อยากโต
Columns หมดไฟ หรือหมดใจ ? เมื่อคนเก่งไม่อยากโต
เก็งแบงก์จ่ายปันผลไม่กั๊กจับตา SCB-BBL กำไรลดลง
Finance เก็งแบงก์จ่ายปันผลไม่กั๊กจับตา SCB-BBL กำไรลดลง
คมนาคมจ่อชง ครม. สร้างรถไฟทางคู่ “จิระ-อุบลราชธานี” 4.4 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้
Real Estate คมนาคมจ่อชง ครม. สร้างรถไฟทางคู่ “จิระ-อุบลราชธานี” 4.4 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจอีสานใต้
โฆษกคลัง เผยผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการฯ กว่า 8 แสนคน ยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ ด้านมหาดไทยลงพื้นที่ช่วยเหลือ
Finance โฆษกคลัง เผยผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการฯ กว่า 8 แสนคน ยังยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ ด้านมหาดไทยลงพื้นที่ช่วยเหลือ
‘เลขาธิการ สปสช.’ เผย จัดสรรงบฯ ตามจำนวน ปชช. – เตือน ‘ร่วมจ่าย’ สร้างความไม่แน่นอน
Biz Movement ‘เลขาธิการ สปสช.’ เผย จัดสรรงบฯ ตามจำนวน ปชช. – เตือน ‘ร่วมจ่าย’ สร้างความไม่แน่นอน
ดูทั้งหมด

EV โลกดันยางล้อไทยโต สนค.ชี้แต้มต่อขึ้นฐานผลิตยางสมรรถนะสูง

29 พ.ค. 2569 | 12:50น.

สนค.ประเมินอุตสาหกรรมยางล้อไทยรับอานิสงส์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกโต หนุนดีมานด์ยางล้อสมรรถนะสูงที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่ายางทั่วไป 1.2-1.5 เท่า ชี้ไทยมีแต้มต่อจากฐานยางธรรมชาติ ห่วงโซ่ผลิตครบวงจร และติดท็อป 3 ผู้ส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของโลก พร้อมเสนอแนวทาง “ทำตาม-ทำเพิ่ม-ทำต่าง” ดันไทยสู่ฐานผลิตยางล้อ EV ภูมิภาค

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ศึกษาสถานการณ์การค้ายางล้อไทย เพื่อประเมินศักยภาพการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่การผลิต “ยางล้อสมรรถนะสูง” โดยใช้ความได้เปรียบของไทยเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตทั้งยางล้อทั่วไปและยางล้อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV

ทั้งนี้ การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการยางล้อเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณสมบัติเฉพาะทางมากขึ้น โดยยางล้อกลุ่มนี้มีราคาเฉลี่ยสูงกว่ายางล้อทั่วไปประมาณ 1.2-1.5 เท่า ทำให้มีมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสูงกว่า

สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลก รหัส HS 4011.10 ในปี 2567 พบว่า มูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 51,890.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.15% จากปีก่อนหน้า โดยประเทศผู้ส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 8,984.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี 4,164.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทย 3,795.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในกลุ่มผู้นำการส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของโลก

ขณะที่การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลกมีมูลค่า 49,484.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.27% โดยประเทศผู้นำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 9,745.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี 5,376.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฝรั่งเศส 3,187.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทยในปี 2568 มีมูลค่าส่งออก 3,875.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.12% จากปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 1,997.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกาหลีใต้ 316.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และญี่ปุ่น 204.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ ไทยยังมีแนวโน้มขยายการส่งออกไปตลาดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทยมีมูลค่า 262.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.86% โดยแหล่งนำเข้าหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 76.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่น 46.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซีย 22.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายนันทพงษ์กล่าวว่า จากการวิเคราะห์พบว่า ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์นั่ง ทั้งในด้านความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หรือ Revealed Comparative Advantage (RCA) ที่สะท้อนความสามารถการแข่งขันของไทยอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบทบาทการเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญในตลาดโลก

ความได้เปรียบดังกล่าวมาจากพื้นฐานสำคัญ คือ ไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีฐานการผลิตยางล้อของผู้ผลิตทั้งไทยและต่างชาติที่ตั้งโรงงานในประเทศ รวมถึงมีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งของไทยในช่วงปี 2559-2568 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงต่อเนื่อง อยู่ที่ 69-92% แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และยังมีพื้นที่รองรับการเติบโตตามความต้องการยางล้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางส่งเสริมการเปลี่ยนรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ใหม่ ภายใต้มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่ 2569” ซึ่งยังต้องพิจารณารายละเอียดในหลายมิติ โดยหากออกแบบมาตรการได้อย่างเหมาะสม อาจเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการบริโภคยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ และต่อยอดความได้เปรียบของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้ในระยะต่อไป

นายนันทพงษ์กล่าวว่า ดีมานด์ยางล้อโลกที่กำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าสมรรถนะสูง ถือเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยเพิ่มการผลิตจากยางล้อรถยนต์ทั่วไปไปสู่ยางล้อรถยนต์ EV ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ไทยมีแต้มต่อสำคัญทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความพร้อมของอุตสาหกรรม ซึ่งเอื้อต่อการต่อยอดไปสู่ตลาดยางล้อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่าสูงได้อย่างมีศักยภาพ

สนค.จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภายใต้แนวทาง “ทำตาม-ทำเพิ่ม-ทำต่าง” เพื่อส่งเสริมยางล้อไทยไปสู่ยางสมรรถนะสูงที่มีมูลค่าเพิ่ม และยกระดับไทยเป็นฐานผลิตยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

แนวทางแรก “ทำตาม” หรือ Align with Standards คือ ภาคเอกชนควรยกระดับผลิตภัณฑ์และระบบคุณภาพสู่มาตรฐานยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดแผนปรับแบบและสูตรยางให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเชิงเทคนิค ขณะที่ภาครัฐควรส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ วิจัย และการรับรองมาตรฐาน รวมถึงให้กระทรวงพาณิชย์จัดทำระบบเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมต่อมาตรการทางการค้าในตลาดหลัก ผ่านชุดมาตรการเชิงรุกสำหรับผู้ส่งออก

แนวทางที่สอง “ทำเพิ่ม” หรือ Strategic Expansion คือ ภาคเอกชนควรปรับโครงสร้างจากการผลิตเชิงปริมาณไปสู่ยางสมรรถนะสูง และพัฒนาความร่วมมือแบบ Co-develop หรือ Co-design กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ขณะที่ภาครัฐควรต่อยอดมาตรการส่งเสริมการลงทุนไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานยางล้อรถยนต์ EV ให้เกิดการใช้จริง โดยเชื่อมโยงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างชาติกับผู้ผลิตยางล้อและวัตถุดิบไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ควรลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก ด้วยการกระจายตลาดและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA รวมถึงจัดทำแผนกระจายตลาดส่งออกเชิงรุก เพื่อบริหารความเสี่ยงทางการค้า

แนวทางที่สาม “ทำต่าง” หรือ Differentiate with Thai Strengths คือ ภาคเอกชนควรวางตำแหน่งสินค้าเป็น “ยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมจากยางธรรมชาติไทย” พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภาครัฐควรยกระดับห่วงโซ่อุปทาน “ยางพารา-ยางแปรรูป-ยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า” ให้เป็นฐานมูลค่าเพิ่มในประเทศ

ส่วนกระทรวงพาณิชย์ควรใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของไทยเป็นฐานยกระดับการส่งเสริมการค้าเชิงคุณภาพ โดยรักษาตลาดหลักที่ไทยมีความได้เปรียบสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ ทั้งสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียน พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

EV สนค.