คอลัมน์ : Market MOVE
ผู้บริโภคทั่วไปอาจรู้จัก “นิคอน” (Nikon) ในฐานะผู้ผลิตกล้องและเลนส์รายใหญ่ แต่นิคอนยังเป็น 1 ใน 2 บริษัทในโลกนี้ที่ถือครองเทคโนโลยีและสามารถผลิตเครื่องจักรขั้นสูงสำหรับผลิตชิปคอมพิวเตอร์อีกด้วย
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานว่า “นิคอน” กำลังเล็งผลิกวิกฤตชิป-ซัพพลายเชนเป็นโอกาส ด้วยการเสนอดีลเครื่องผลิตชิปชั้นสูงตัดราคาผู้นำตลาดอย่าง “เอเอสเอ็มแอล” (ASML) โดยอาศัยจังหวะที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการหาแหล่งวัตถุดิบและซัพพลายเออร์สำรองเพื่อรับมือปัญหาซัพพลายเชนจากสงครามในตะวันออกกลาง
โดย “ยาสุฮิโระ โอมูระ” ประธานของนิคอน ยืนยันว่า แม้บริษัทจะเสนอราคาที่ต่ำกว่า แต่ระดับราคาดังกล่าวยังสามารถทำกำไรในระดับที่มีนัยสำคัญได้อยู่
ทั้งนี้ แม้นิคอนจะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตกล้องและเลนส์ แต่โนว์ฮาวด้านการผลิตเลนส์ ทำให้นิคอนเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์โฟโตลิโทกราฟีแบบอาร์กอนฟลูออไรด์ (ArF) ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญในการผลิตชิป และดีมานด์กำลังพุ่งสูงตามความต้องการใช้งาน AI แต่ในโลกนี้มีผู้ผลิตอุปกรณ์นี้ได้เพียง 2 ราย คือ นิคอน และเอเอสเอ็มแอล
โดยในแผนระยะกลางของนิคอนสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2031 ที่ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมานั้น นิคอนวางโพซิชั่นให้ธุรกิจอุปกรณ์ผลิตชิปเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาบริษัทกลับมาเติบโตอีกครั้ง
“ยาสุฮิโระ โอมูระ” เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตชิปรายใหญ่หลายรายในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย เกี่ยวกับดีลซื้ออุปกรณ์โฟโตลิโทกราฟีแบบอาร์กอนฟลูออไรด์ พร้อมแย้มว่า “การเจรจาใกล้จะบรรลุข้อตกลงสั่งซื้อแล้ว”
“นิคอนได้เปรียบด้านต้นทุน เนื่องจากผลิตชิ้นส่วนหลายอย่างเอง แต่ขณะเดียวกันก็เสียเปรียบด้านความเชื่อมั่น เพราะที่ผ่านมามีลูกค้าหลักเพียงแค่อินเทล”
ทั้งนี้ ในอดีตนิคอนเคยแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับเอเอสเอ็มแอล โดยนิคอนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอินเทล (Intel) ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติสหรัฐ ซึ่ง ณ จุดหนึ่งเคยครองส่วนแบ่งถึง 80% ของคำสั่งซื้ออุปกรณ์ ArF ของนิคอน แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยอดขายของนิคอนชะลอลงตามสถานการณ์ทางธุรกิจของอินเทล ส่งผลให้ส่วนแบ่งของนิคอนในตลาดอุปกรณ์ ArF ลดลงอย่างต่อเนื่องตามไปด้วย
ตรงกันข้ามกับเอเอสเอ็มแอล ที่ใช้ยุทธศาสตร์มุ่งสร้างความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ด้วยการวางแผนงานวิจัยและพัฒนาในระยะยาว จนสามารถขึ้นเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่เพียงผู้เดียวและช่วยให้มีฐานลูกค้าที่มั่นคง
นอกจากส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงแล้ว อีกความท้าทายที่บีบให้นิคอนต้องหันมาปรับปรุงยุทธศาสตร์ธุรกิจอุปกรณ์ ArF คือ ธุรกิจเครื่องพิมพ์ 3 มิติโลหะที่บริษัทเข้าซื้อกิจการมีผลประกอบการย่ำแย่ ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิรวม 8.6 หมื่นล้านเยน ประมาณ 1.76 หมื่นล้านบาทในปีงบฯ สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นการขาดทุนที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แม้ “มูเนอากิ โทคุนาริ” อดีตประธานของนิคอน จะพยายามสร้างธุรกิจใหม่ในทุกแผนก แต่ยังไม่เป็นผลนัก ส่วนโอมูระมองว่า มาตรการดังกล่าวทำให้ทรัพยากรของบริษัทถูกกระจายออกมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถเร่งการลงทุนและการเติบโตทางธุรกิจได้ จึงวางแผนที่จะโฟกัสเฉพาะบางธุรกิจ เช่น กล้องถ่ายรูป และอุปกรณ์ผลิตชิป
ขณะเดียวกัน แม่ทัพใหม่ของนิคอนยังมองโอกาสการต่อยอดทางธุรกิจกับหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง เอสซีลอร์ลูซอตติกา (EssilorLuxottica) บริษัทแว่นตารายใหญ่ของฝรั่งเศสและเจ้าของแบรนด์เรย์-แบน (Ray-Ban) ที่เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นนิคอนเป็น 19.61% เมื่อเดือนเมษายน 2026
โดย “โอมูระ” แสดงความกระตือรือร้นเป็นพิเศษเกี่ยวกับการร่วมมือระหว่างสองบริษัท รวมถึงการร่วมทุนด้านธุรกิจแว่นตาที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2000 ด้วย
“อุปกรณ์ประเภทแว่นตานั้นมาพร้อมกับความท้าทายทางด้านทัศนศาสตร์ จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างเทคโนโลยีด้านทัศนศาสตร์ของเรากับศักยภาพในการพัฒนาสินค้าของเอสซีลอร์ฯ”