Skip to content

ปิดล้อม‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ ธปท.สกัด‘เจนZ’หนี้ท่วม-เอ็นพีแอลพุ่ง

06 มิ.ย. 2569 | 07:15น.
ปิดล้อม‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ ธปท.สกัด‘เจนZ’หนี้ท่วม-เอ็นพีแอลพุ่ง

แบงก์ชาติ-สภาพัฒน์ กังวลสินเชื่อ Buy Now Pay Later “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง”ระเบิดเวลาซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมากขึ้น เผยตัวเลขผู้ใช้บริการพุ่งปีละ 100% ต่อเนื่อง 3 ปี ลามหนักถึงขั้น “กินก่อนผ่อนทีหลัง” ตะลึงซื้อ “ชานม-ข้าวมันไก่” 50 บาท ผ่อน 4 เดือน สร้างพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่แบบผิด ๆ ก่อหนี้เร็ว-ใช้จ่ายไม่จำเป็น ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเดินหน้ากำกับสินเชื่อ BNPL กระตุ้นซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เตรียมคลอดเกณฑ์กำหนด “อายุ-ประเภทสินค้า-มูลค่าขั้นต่ำ” บังคับใช้ปลายปีนี้ เผยกลุ่ม First Jobber เจอปัญหาหนี้เสียสูงสุดถึง 27% สมรภูมิแข่งขันแพลตฟอร์มดุเดือด “ลาซาด้า” ย้ำมาตรฐานคัดกรอง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างเตรียมเข้าไปกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ทั้งนี้แม้ไม่ใช่สิ่งผิดหรือเป็นธุรกิจที่ไม่ดี แต่หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างพฤติกรรมการบริโภคเกินตัว

“BNPL ไม่ใช่คนร้าย แต่หากไม่คุมแล้วไปเกิดในบางจุด เช่น เด็กใช้ง่ายเกินไป หรือทำให้เกิดการบริโภคแบบที่ไม่มีเงินจ่ายมากเกินไป จึงต้องระวัง การเข้าไปกำกับธุรกิจ BNPL เป็นเทรนด์ที่หลายประเทศที่หน่วยงานกำกับเริ่มดำเนินการกันแล้ว”

โดยเฉพาะปัญหาคนซื้อสินค้าออนไลน์ อยู่ดี ๆ ก็มีวงเงินให้เลย ทำให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่ควรจะมี หรือโดยไม่รู้ตัว ตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องเข้าไปดู

ตะลึงผ่อน “ข้าวมันไก่-ชานม”

นายวิทัยกล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจผู้ประกอบการ BNPL จำนวน 8 ราย พบว่า จำนวนผู้ใช้บริการ BNPL ขยายตัวเร็วมาก จากปี 2564 จำนวน 620,000 บัญชี เพิ่มขึ้นเป็น 4.91 ล้านบัญชี ในปี 2567 เรียกว่าขยายตัวเฉลี่ย 99.9% ต่อปี และคาดว่าปี 2568 จะเพิ่มขึ้นทะลุ 5-6 ล้านบัญชี

ส่วนในแง่มูลค่าสินเชื่อขยายตัว 38% ต่อปี จากปี 2564 อยู่ที่ราว 6,800 ล้านบาท สิ้นปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 18,000 ล้านบาท

“หลายสินค้าดูแล้วไม่ควรจะใช้ BNPL ได้ เช่น ซื้อข้าวมันไก่ 50 บาท ผ่อนชำระ 4 เดือน หรือชานมไข่มุก แก้วละ 106 บาท ผ่อนชำระ 3 เดือน เป็นต้น เป็นการสร้างนิสัยการบริโภคโดยไม่มีเงิน สร้างหนี้เร็วเกินไป ดอกเบี้ยก็แพง 16-18%”

โดยจากข้อมูลพบว่าผู้ใช้บริการ BNPL ผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เป็นการกระจุกตัวในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อย (ต่ำกว่า 30 ปี) และรายได้น้อย และพบว่าลูกหนี้ที่เป็นนักศึกษา หรือ First Jobber อายุระหว่าง 23-30 ปี มีอัตราการค้างชำระหนี้ BNPL มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ

First Jobber หนี้เสียสูงสุด

ขณะเดียวกันพบว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นหนี้กันมากถึง 25.5 ล้านคน (38% ของประชากร) โดยคนเพิ่งเริ่มทำงาน (First Jobber) อายุ 20-35 ปี มีสัดส่วนเป็นหนี้ถึง 52.7% เป็นหนี้เร็ว และเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสียสูงที่สุด (27%) และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้รถ เป็นต้น

“การเป็นหนี้เร็ว ไม่ใช่เรื่องนี้ เป็นหนี้เร็วเกินไป แล้วเป็นเอ็นพีแอล ก็ทำให้อนาคตก็ลำบาก เราต้องเข้าไปดู ไม่อย่างนั้นจะเป็นผลกระทบในเชิงสังคม”

เร่งคุม BNPL สองกลุ่ม

ผู้ว่าการ ธปท.อธิบายว่า ปัจจุบันธุรกิจ BNPL ในไทยมีผู้ให้บริการอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan) จาก ธปท. ซึ่งสินเชื่อประเภทนี้ไม่ต้องยื่นเอกสารรายได้ แต่ใช้ข้อมูลทางเลือกในการวิเคราะห์ วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี โดยผู้ประกอบการมักตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจ BNPL ขณะที่แบงก์ชาติก็คุมในฐานะของผู้รับใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ไม่ได้คุมในมุมของการเป็น BNPL

ผู้ประกอบการอีกประเภท คือตั้งบริษัทขึ้นมาทำ BNPL คู่ขนานกับการปล่อยสินเชื่อภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สัญญาการยืมเงินทั่วไป โดยผู้ให้กู้ไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถาบันการเงิน) ซึ่งสามารถปล่อยกู้ได้มากกว่า 20,000 บาท แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 15% แต่ผู้ให้บริการบางรายอาจหารายได้เพิ่มเติมจากส่วนลดทางการค้า ที่ได้จากผู้ผลิตหรือร้านค้า ทำให้ผู้บริโภคมีภาระจริงสูงกว่าที่ปรากฏในรูปดอกเบี้ย

นายวิทัยกล่าวว่า ธปท.กำลังศึกษาแนวทางกำกับดูแลผู้ให้บริการ BNPL ทั้งกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลของ ธปท. และผู้ให้บริการสินเชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยจะมุ่งกำกับกิจกรรมสินเชื่อที่ใช้ซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ไม่ได้มุ่งกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์

ตีกรอบ “อายุ-สินค้า-มูลค่าขั้นต่ำ”

นายวิทัยกล่าวว่า เกณฑ์กำกับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาได้แก่ การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ ตรวจสอบรายได้และความสามารถในการชำระคืนหนี้ กำหนดประเภทสินค้าที่สามารถใช้ BNPL และมูลค่าขั้นต่ำ รวมถึงเพดานดอกเบี้ยสูงสุด และการตั้งวงเงินให้แบบอัตโนมัติ เป็นต้น

ธปท.ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้ได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว หรือการตั้งค่าให้วงเงินสินเชื่ออัตโนมัติ (Auto Opt-in) ในการจ่ายค่าสินค้า ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคก่อหนี้โดยไม่ได้ตระหนักถึงภาระที่เกิดขึ้น

“ถ้าเป็นการให้สินเชื่อ BNPL เพื่อการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์เราจะเข้าไปกำกับทั้งหมด”

ทั้งนี้ที่ผ่านมาหากไม่ใช่การให้สินเชื่อโดยธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ แล้วให้สินเชื่อไม่เกิน 15% ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ธปท.จะไม่เข้าไปดู แต่วันนี้จะเข้าไปดู ไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ ต่ำกว่า 15% หรือสูงกว่า 15% หากเป้าหมายเป็นการให้สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จะเข้าไปดูในเบื้องต้น

“ไม่ได้แปลว่าบริษัทที่ทำธุรกิจ BNPL เป็นคนร้าย เพียงแต่เราอยากเข้าไปกำกับ เพื่อไม่ให้เด็ก หรือคนที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ หรือคนที่ถูกจูงใจเข้ามาบริโภคจ่ายด้วยการผ่อนโดยที่ไม่จำเป็น นี่คือเจตนา”

โดยคาดว่าประมาณเดือน ต.ค.-พ.ย. 2569 จะมีความชัดเจนในเรื่องเกณฑ์การกำกับธุรกิจ BNPL เนื่องจากต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นประมาณ 2 ครั้ง ซึ่งการฟังความเห็นแต่ละครั้งจะใช้เวลา 30 วัน

สภาพัฒน์ห่วง “กินก่อนผ่อนทีหลัง”

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่่ผ่านมา สศช.ก็เตือนเรื่องสินเชื่อ BNPL มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้มีการก่อหนี้ง่าย ทำให้หนี้เพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งปัจจุบันมีประเภท “กินก่อนผ่อนทีหลัง” ยิ่งน่าห่วงมาก อย่างกินสุกี้ก็ผ่อนได้ ตอนนี้ก็เริ่มลามถึงดีลิเวอรี่แล้ว สามารถ “สั่งก่อนจ่ายทีหลัง” ได้

“พวกนี้เป็นหนี้กิน-ใช้ ถึงจะวงเงินเล็ก แต่ถ้าสะสมไปเรื่อย ๆ จ่ายไม่ไหวก็เป็นหนี้เสียเหมือนกัน เรื่องนี้ก็ขึ้นกับความเข้มแข็งของจิตใจคน ความยับยั้งชั่งใจ ก็ต้องรู้ตัวเองด้วย ไม่ใช่มีเงินแค่นี้ อยากได้ แต่เงินไม่พอ ก็ยังจะใช้ แล้วถ้าอยู่ดี ๆ เกิดชอร์ตอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร”

ทั้งนี้ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนปัจจุบันยังน่าห่วง เพราะยังไม่ได้ลดลงมาก แถมเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นด้วย และที่น่าห่วงก็คือ หนี้เพื่อการบริโภคก็ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอด และที่สำคัญคือ การพิจารณาให้สินเชื่อ ก็ไม่รู้ว่าดูจากฐานอะไร เพราะไม่ได้ดูจากฐานรายได้ ไม่ได้ดูสลิปเงินเดือนเหมือนบัตรเครดิต หรือดูว่ามีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่

นายดนุชากล่าวว่า หนี้ครัวเรือนที่ สศช.มีข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.05% โดยมูลค่าหนี้อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86.7% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 86.4% โดยสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว 4.24% และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ขยายตัว 1.76%

ผวาคุณภาพหนี้แย่ลง

นายดนุชากล่าวว่า คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนแย่ลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์ สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.71 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.23% ต่อสินเชื่อรวม ส่วนข้อมูลจากเครดิตบูโร สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.59% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยปรับขึ้นเกือบทุกกลุ่มสินเชื่อ ขณะที่สินเชื่อค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 4.8 แสนล้านบาท มีสัดส่วนรวม 3.51% เพิ่มจาก 3.09% ไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตามผู้ที่อยู่ในสินเชื่อกลุ่ม SMLs ต้องเร่งบริหารจัดการไม่ให้กลายเป็น NPLs ในระยะถัดไป

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือ คนรุ่นใหม่ซื้อสินค้าโดยไม่ดูความสามารถในการจ่ายของตัวเอง และมีการกระตุ้นให้ซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะมีอินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้า พบว่ากว่า 58% ซื้อตามอินฟลูเอนเซอร์ โดยคนอายุไม่เกิน 25 ปี หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานในระยะแรกมีการขยายตัวของสินเชื่อสูงขึ้น ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต

เงินเดือน 5-7 หมื่นเริ่มมีปัญหา

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่ ธปท.จะกำกับ BNPL เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันอาจสะท้อนเรื่องความไม่มีวินัยทางการเงิน การเป็นหนี้เร็ว เป็นหนี้โดยไม่จำเป็น เป็นหนี้เพื่ออุปโภคบริโภค ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ หรือเพื่อการประกอบกิจการ

ปัจจุบันคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่ออุปโภคบริโภคของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ตัวเลขยังดูไม่แย่ เนื่องจากมีการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการของภาครัฐ โดย NPLs อยู่ที่ 3.25% ของสินเชื่อรวม ขยับเล็กน้อยจากปลายปีที่แล้วที่อยู่ที่ 3.23% ขณะที่หนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน อยู่ที่ 7.22% จาก 7.49% ในไตรมาสก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวจึงอาจจะยังไม่ได้สะท้อนแนวโน้มระยะข้างหน้าที่ยังน่ากังวลอยู่

“ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันรายได้ยังไม่ค่อยโอเค และยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจเยอะ ก็เป็นไปได้ที่ลูกหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วจะย้อนกลับมาเป็น NPLs ได้อีก ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป”

ประกอบกับเริ่มเห็นกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงกลางบน หรือรายได้ระดับ 50,000-70,000 บาทต่อเดือน มีประเด็นเรื่องคุณภาพสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยสินเชื่อที่มีการค้างชำระมากขึ้นคือ สินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นสินเชื่อที่วงเงินจะค่อนข้างใหญ่ เป็นสัญญาณที่ต้องจับตา

“ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิต พีโลนที่ไม่มีหลักประกัน เห็นปัญหาการชำระค่อนข้างกระจายแต่ละเซ็กเมนต์ ทั้งระดับเงินเดือน 30,000-50,000 บาท รวมถึงกลุ่ม 50,000-70,000 บาท ซึ่งก็น่าห่วง เพราะข้อมูลนี้เป็นข้อมูลไตรมาส 1 ที่ยังไม่ได้มีผลจากสงครามเท่าไหร่ แต่ไตรมาส 2 ที่มีปิดโรงงาน มีเรื่องรายได้ครัวเรือน แนวโน้มเศรษฐกิจก็อาจจะโตไม่ได้ดีเหมือนไตรมาส 1”

“ลาซาด้า” ย้ำมีมาตรฐานคัดกรอง

ขณะที่แหล่งข่าวจากลาซาด้า ประเทศไทย (Lazada) เปิดเผย ็ประชาชาติธุรกิจิ กรณีที่ ธปท.เข้ามากำกับบริการ BNPL ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับกรอบการกำกับดูแลของภาครัฐ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริการ BNPL เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บริษัทจะติดตามพัฒนาการด้านกฎเกณฑ์ใหม่อย่างใกล้ชิด และพร้อมร่วมให้ความเห็นกับหน่วยงานกำกับถึงแนวทางการกำกับ BNPL ที่เหมาะสม โดยเชื่อว่าการกำกับดูแลที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของระบบนิเวศดิจิทัลทางการเงินควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ให้บริการ BNPL ของแพลตฟอร์มมีกระบวนการในการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงของผู้ใช้ก่อนการอนุมัติวงเงิน โดยมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และอนุมัติวงเงิน BNPL ให้กับผู้ใช้งานที่มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้คืนเท่านั้น

รวมถึงมีการให้วงเงินที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของผู้ใช้งาน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นส่วนช่วยบริษัทในการควบคุมติดตามหนี้เสีย (NPL) อีกทั้งยังมีมาตรการอื่นตลอดวงจรในการให้บริการ BNPL เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าชำระหนี้คืนตามกำหนดเวลา เช่น มีการติดต่อผู้ใช้งานเพื่อแจ้งเตือนการชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนดระยะเวลาชำระหนี้

สมรภูมิธุรกิจ BNPL

ผู้สื่อข่าวรายงานผู้ให้บริการ Buy Now, Pay Later (BNPL) ที่มีบทบาทสำคัญในประเทศไทย อาทิ บริการ SPayLater จากช้อปปี้ ไทยแลนด์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ BNPL ที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยจุดแข็งฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ของ Shopee ที่เชื่อมต่อกับระบบชำระเงินภายในแพลตฟอร์ม

นอกจากนี้ยังมี LazPayLater ของ Lazada Thailand, Grab PayLater รวมถึง TikTok Shop PayLater และ Ascend Pay Next บริการ “ใช้ก่อน จ่ายทีหลัง” บนแอปพลิเคชั่น TrueMoney เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธปท.