พันธบัตร หุ้น และค่าเงินของอินโดนีเซียพังทลายลง ล่าสุดตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงหนักในวันนี้ (8 มิ.ย.) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเทขายพันธบัตรรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งสั่นคลอนจากการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ความสับสนเกี่ยวกับกฎระเบียบการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ใหม่ผ่าน “ดานันตารา” และการตรวจสอบสถานะเครดิตอีกครั้งจากบริษัทประเมินอันดับเครดิตระดับโลก
อินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียนและอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติเผชิญพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของประเทศพุ่งขึ้น 33 จุดพื้นฐานสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ดัชนีหุ้นหลักดิ่งลง 4% ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากถึง 0.8% สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
นักลงทุนเรียกร้องเพิ่มขึ้นให้ลงมือทำจริงมากกว่าแค่การให้คำมั่นสัญญา และระบุมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อหยุดยั้งการเทขาย โดยนักลงทุนต่างมองหาสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวินัยทางนโยบายการคลังและการสนับสนุนจากตลาด ซึ่งโมฮิต มิรปุรี หุ้นส่วนของ SGMC Capital Pte ในสิงคโปร์กล่าวว่า ตลาดกำลังมองหาสัญญาณที่ชัดเจนของวินัยทางการคลัง ความสอดคล้องของนโยบาย และความมุ่งมั่นอย่างแข็งแกร่งต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ทำให้สองสัปดาห์ข้างหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
นักวิเคราะห์ SGMC Capital Pte กล่าวอีกว่า แม้ว่ากระทรวงการคลังและธนาคารกลางจะเปิดเผยมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนผลตอบแทนพันธบัตรและดึงดูดเงินทุนไหลเข้าก็ตาม แต่ความเชื่อมั่นน่าอยู่ในช่วงขาลงก่อนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินโดนีเซีย และการทบทวนความน่าลงทุนของประเทศโดย MSCI ในเดือนนี้ อีกทั้งการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนคณะผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจกำลังเพิ่มความไม่สบายใจ
หุ้นร่วงเร็วแรงที่สุดในโลก
นักลงทุนทั่วโลกกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในอินโดนีเซียอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหุ้นของประเทศร่วงลงในอัตราที่เร็วที่สุดในโลก และค่าเงินของประเทศลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ดัชนีหุ้นหลักร่วงลงเกือบ 39% ในช่วงเวลาเพียงห้าเดือน กลายเป็นดัชนีที่ทำผลงานแย่ที่สุดในปีนี้ในบรรดาดัชนีมากกว่า 90 ตัวทั่วโลกที่ Bloomberg ติดตามอยู่ ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงประมาณ 8% ซึ่งเป็นการอ่อนค่าที่แย่ที่สุดในเอเชียปีนี้ และทะลุระดับทางจิตวิทยาที่ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากพันธบัตรอินโดนีเซีย
จอร์จ บูบูราส หัวหน้าฝ่ายวิจัยของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ K2 Asset Management ซึ่งดูแลเงินทุนประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์ กล่าวว่า การซื้อขายครั้งใหญ่ในเอเชีย “คือการขายอินโดนีเซีย” หรือ “Sell Indonesia” หลังจากลงทุนในอินโดนีเซียมานานหลายทศวรรษ เขาก็ขายหุ้นทั้งหมดในปี 2024 โดยกล่าวว่า “ผมไม่มีการลงทุนในอินโดนีเซียเลยแม้แต่น้อย และผมจะไม่ให้โอกาสพวกเขา”
ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน 2025 นักลงทุนเคยพร้อมใจกันเทขายหุ้นหลัง Morgan Stanley Capital International (MSCI) เตือนว่า อินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะเป็นตลาดชายขอบ อีกทั้งต่อมา มูดีส์ (Moody’s Ratings) ยังปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจอินโดนีเซียจาก ‘เสถียรภาพ’ เป็น ‘เชิงลบ’
นักลงทุนทั่วโลกกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในนโยบายประชานิยมและการแทรกแซงกลไกตลาดของนายปราโบโวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนักลงทุนพากันถอนเงินสุทธิ 3.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 118,000 ล้านบาท) ออกจากหุ้นอินโดนีเซียในปีนี้ ซึ่งเกินกว่าการไหลออกของหุ้นในปี 2020 ในช่วงการระบาดใหญ่แล้ว ทั้งสงครามอิหร่านยิ่งเพิ่มแรงกดดัน เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนพลังงานของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น
นโยบายประชานิยม
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2024 ปราโบโวได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีเป็น 8% เปิดตัวโครงการอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศและนมฟรีทั่วประเทศเน้นหนักไปที่สวัสดิการและการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึงราว 950,000 ล้านบาทต่อปี
ปราโบโวเห็นตัวเองเป็นคนนอกคอกกับชะตากรรมที่จะต้องต่อสู้กับชนชั้นทางการเมืองที่เขากล่าวหาว่าเป็น “คนโกหกและโจร” แม้มีภูมิหลังมาจากตระกูลขุนนาง เป็นหลานชายของผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งอินโดนีเซีย และบิดาของเขาเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ เขาเติบโตในสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากกลับมาอินโดนีเซีย
เขาเริ่มต้นอาชีพในกองทัพ และเมื่อเขาแต่งงานกับลูกสาวของนายพลซูฮาร์โต การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงอย่างรวดเร็วทำให้เขาได้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของกองทัพอินโดนีเซีย
ในสุนทรพจน์หลายครั้ง ปราโบโวมองตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ชนชั้นนำที่มีสติ”ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาพรรณนาว่าเป็นชนชั้นนำที่โลภและเห็นแก่ตัวในกรุงจาการ์ตาที่พึ่งพาผลประโยชน์จากต่างชาติและห่างเหินจากประชาชน
แนวคิดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นี้ครอบคลุมองค์ประกอบหลักของกรอบวาทกรรมประชานิยมของเขา ประชาชนผู้ยากไร้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับชนชั้นนำที่เสื่อมทรามทางศีลธรรม
ซูเปอร์โฮลดิ้งดานันตารา
ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย และอาจารย์สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” อธิบายความหมายของกองทุนดานันตารา ซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2025 โดยประธานาธิบดีปราโบโว อาจารย์ระบุว่า ชื่อเต็มของกองทุนคือ Daya Anagata Nusantara มาจาก Daya แปลว่าพลัง Anagata แปลว่าอนาคต และ Nusantara คือเมืองหลวงใหม่และเป็นคำที่สื่อถึงอินโดนีเซีย
ข้อมูลกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า รูปแบบและโครงสร้างบริหารเป็นกองทุนภาครัฐลำดับที่ 2 ของอินโดนีเซีย (ต่อจาก INA) ถอดแบบมาจาก Temasek ของสิงคโปร์ โดยขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี มีนายโรซัน โรเอสลานี เป็น CEO พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง นำโดยนายเอริก โธฮีร์ เป็นประธาน และมีอดีตประธานาธิบดี ได้แก่ นายซุสิโล บัมบังและนายโจโก วิโดโด เป็นคณะที่ปรึกษา
บทบาทสำคัญ ถูกวางตัวให้เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็น “Super Holding Agency” ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเกือบทั้งหมดของอินโดนีเซีย เพื่อนำเงินทุนมาพัฒนาประเทศและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
เงินทุนและการดำเนินงาน ได้รับงบประมาณตั้งต้น 2 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐจากการจัดสรรงบฯ ประจำปีของส่วนราชการ เพื่อลงทุนใน 20 โครงการยุทธศาสตร์ เช่น ทรัพยากรแร่ การผลิตอาหาร และพลังงานหมุนเวียน โดยคาดว่าจะมีสินทรัพย์ภายใต้การกำกับดูแลรวมอย่างน้อย 9 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ
เป้าหมายสูงสุดคือนำผลประโยชน์จากกองทุนมาขับเคลื่อนและส่งเสริมให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียขยายตัวให้ได้ 8% ตามเป้าหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
โดยกองทุนดังกล่าวจะไม่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานตรวจสอบสูงสุดของอินโดนีเซีย หรือ Supreme Audit Agency (BPK) ยกเว้นสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซียจะมีมติให้ BPK ตรวจสอบ และมีกฎหมายที่ให้ความคุ้มกันทางกฎหมาย (legal immunity) แก่ผู้บริหารดานันตารา ตราบใดที่ตัดสินใจโดยสุจริต (good faith) และปราศจากการขัดกันซึ่งผลประโยชน์
การขยายบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ และอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติดานันตารา และเมื่อไม่นานมานี้ การที่ปราโบโวเข้าควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญโดยตรงผ่านการตั้งดานันตารา มีเป้าหมายเพื่อเป็นหน่วยงานระดับซูเปอร์โฮลดิ้ง จุดประสงค์เพื่อปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษีของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม เป็นสาเหตุให้เกิดการเทขายหุ้นของบริษัทส่งออก
“กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ โดยมีภารกิจคือการนำเงินจากหุ้นหรือปันผลของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่แล้วในประเทศ มาลงทุนเพื่อให้เกิดผลกำไรทั้งในและนอกประเทศ และนำกำไรที่ได้จากการลงทุนกลับมาพัฒนาประเทศ กล่าวคือ เป็นรายได้อีกทางของรัฐนั่นเอง” อาจารย์กล่าวพร้อมอธิบายว่า โดยธรรมชาติแล้ว อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีรัฐวิสาหกิจเยอะและเข้มแข็งมาก
อาจารย์เล่าถึงบริบทโดยรวมในปัจจุบัน ซึ่งอินโดนีเซียมีความเป็นชาตินิยมและหันขวามากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายของกองทุนคือ การลดการพึ่งพาต่างชาติและตลาดการเงินโลก อีกทั้งเพิ่มบทบาทของรัฐในการสะสมทุนให้มากขึ้น ซึ่งการจะดำเนินการดังนั้น ฝ่ายบริหารต้องมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรมากขึ้น
“แนวทางดังกล่าว ซึ่งรัฐมีความเป็นชาตินิยม อำนาจนิยม และรวมศูนย์มากขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เนื่องมีอำนาจในการต่อรองลดลง” อาจารย์ธรรมศาสตร์กล่าว
นักลงทุนเรียกร้องอะไร
สำหรับนักลงทุนหลายคน การลาออกของศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อปีที่แล้ว หลังจากเกิดการประท้วงทั่วประเทศที่จุดชนวนจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ซึ่งนักลงทุนมองว่า อดีตรัฐมนตรีคลังฯ ผู้นี้เป็นผู้รับประกันวินัยทางการคลัง และเคยให้ความมั่นใจแก่ตลาดว่าอินโดนีเซียจะรักษาการบริหารงบประมาณแบบอนุรักษนิยม ซึ่งช่วยให้ประเทศได้รับอันดับเครดิตการลงทุนและดึงดูดเงินทุนต่างประเทศระยะยาว
แรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติถล่มทลายนำไปสู่การแถลงข่าวร่วมกันที่รัฐสภาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอินโดนีเซียเมื่อ 6 มิ.ย. 2026 นายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลาง และปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้คำมั่นว่าจะรักษาสภาพคล่องในตลาดให้เพียงพอและทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มผลตอบแทนพันธบัตรเพื่อดึงดูดเงินทุนไหลเข้ามากขึ้น นายวาร์จิโยกล่าวว่า ธนาคารกลางจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินสดของรัฐบาลที่ฝากไว้กับธนาคารกลางด้วย
นายโจซัว ปาร์เดเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารพีทีแบงก์เพอร์มาตาในกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า แถลงการณ์อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการลดแรงกดดันในตลาด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้อย่างยั่งยืน ทางการจำเป็นต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทน ขนาดของเงินฝากของรัฐบาล และผลกระทบต่อต้นทุนของธนาคารกลางอินโดนีเซียและการออกพันธบัตรของรัฐบาล เพราะมิเช่นนั้น ตลาดอาจตีความว่าเป็นการเบลอเส้นแบ่งระหว่างนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ซึ่งจะจำกัดผลกระทบเชิงบวกต่อค่าเงินรูเปียห์
นายไลโอเนล ปริยาดี นักยุทธศาสตร์มหภาคจาก PT Mega Capital Sekuritas ในกรุงจาการ์ตากล่าวว่า ในขณะนี้ นักลงทุนกำลังจับตาดูว่าผู้กำหนดนโยบายจะสามารถเพิ่มผลตอบแทนพันธบัตรได้มากพอที่จะดึงดูดเงินทุนไหลเข้าโดยไม่สร้างภาระให้กับงบประมาณของรัฐหรือไม่ ธนาคารกลางอินโดนีเซียจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแรงมากขึ้นเพื่อดึงดูดเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์สกุลเงินรูเปียห์
“เพื่อให้รูเปียห์แข็งค่าขึ้นกลับไปอยู่ต่ำกว่าระดับ 18,000 ธนาคารกลางอินโดนีเซียจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 50 จุด” ปริยาดีกล่าวเสริม โดยคาดว่าจะมีการขึ้น 75 จุดในวันที่ 18 มิถุนายนนี้
แผนการจ่ายผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับเงินฝากของรัฐบาลถือเป็นสัญญาณล่าสุดของการประสานงานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างหน่วยงานด้านนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง การเพิ่มผลตอบแทนจากเงินสดที่ฝากไว้กับธนาคารกลางอาจช่วยชดเชยต้นทุนหนี้ที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลได้บ้าง
“หากเราเพิ่มผลตอบแทนให้กับรัฐบาล ภาระดอกเบี้ยสุทธิของรัฐบาลจะได้รับการจัดการได้ดีขึ้น” นายวาร์จิโยกล่าว นอกจากนี้ยังช่วยแก้ไขข้อกังวลของหนึ่งในหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลด้วย
อัลโด เปอร์กาซา หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ PT Trimegah Sekuritas Indonesia ในกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนใดๆ จำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไปเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความไม่มั่นคงให้กับนักลงทุนในประเทศ
“แรงกดดันไม่ได้มีเพียงแค่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเสี่ยงที่มีต่ออินโดนีเซียด้วย” เขากล่าว “นักลงทุนไม่ได้ถูกดึงดูดด้วยผลตอบแทนสูงเท่านั้น แต่ยังถูกดึงดูดด้วยความเชื่อมั่นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังคงน่าเชื่อถือ”
อ้างอิง :