เมื่อโจทย์เมืองหลวงไม่ได้มีแค่เรื่อง “น้ำท่วม-รถติด” แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจปากท้องในศตวรรษใหม่ “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนตรวจการบ้าน และแกะกล่องความคิด 5 ตัวเต็งขุนพลต่างสไตล์ ผู้ท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. 2569
ตั้งแต่แชมป์เก่าสายลุย ขุนพลเศรษฐกิจอินเตอร์ ด็อกเตอร์สายดิจิทัล ดาต้า นักวิชาการพลังงานภาคประชาชน ไปจนถึงอดีต ผบช.น. สายปราบโกง ร่วมเอกซเรย์ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ระดับแถวหน้า และกลยุทธ์บริหารเมืองหลวงที่พร้อมงัดมาสู้ศึกเพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ “น่าอยู่” สำหรับทุกคน
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แชมป์เก่าฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 เป็นคนกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เติบโตมาในครอบครัวที่มีพื้นฐานแน่นแฟ้นทั้งในมิติงานความมั่นคงและงานวิชาการ โดยเป็นบุตรชายของ พลตำรวจเอก เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และนางจิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ (กุลละวณิชย์)
ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ นางปิยดา สิทธิพันธุ์ (ต่อมาได้แยกทางกัน) มีบุตรชาย 1 คน คือ “แสนดี” นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งมีความบกพร่องทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิดและได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของชัชชาติในการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองเพื่อสร้างสังคมที่มีสวัสดิการเท่าเทียม
ประวัติการศึกษา ระดับหัวกะทิ “เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง”
- มัธยมศึกษาตอนต้น : โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มัธยมศึกษาตอนปลาย : โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี : คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง คะแนนอันดับหนึ่งของรุ่น)
- ปริญญาโท : สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาเอก (Ph.D.) : สาขาวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ภายใต้ทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
ประสบการณ์ทำงาน : จากนักวิชาการ สู่ CEO อสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน
เริ่มต้นชีวิตในสายวิชาการในปี พ.ศ. 2538 เป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต่อมาเป็นอดีตรองศาสตราจารย์และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนผันตัวสู่ภาคเอกชนในฐานะ CEO บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) โชว์ฝีมือบริหารดันกำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทะยานแตะ 3,800 ล้านบาท
เส้นทางการเมือง : อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ผลักดันยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งสายราง ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์ “แลนด์สไลด์” คว้าชัยชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระด้วยคะแนนเสียงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1,375,978 คะแนน
ยุทธศาสตร์นโยบายหลัก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”
การเดินหน้าแผนเชิงรุก “เส้นเลือดฝอย” : เน้นแก้ปัญหาพื้นฐานรอบตัวประชาชนในตรอก ซอก ซอย เช่น ระบบท่อระบายน้ำเพื่อลดจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง ซ่อมแซมและปรับปรุงทางเท้าให้รองรับ Universal Design (อารยสถาปัตย์) และการติดตั้งหลอดไฟ LED เพื่อความปลอดภัยในชุมชน
เมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี : ยกระดับแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” ให้กลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการรับเรื่องและแก้ไขปัญหาของประชาชนแบบ Real-Time พร้อมเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่านนโยบาย Open Data เพื่อความโปร่งใส
ระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อ : บริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง (Feeder) เช่น รถบัสไฟฟ้าขนาดเล็ก และเรือโดยสาร เพื่อเชื่อมต่อชุมชนเข้ากับสถานีรถไฟฟ้าสายหลัก พร้อมประสานงานแก้ไขปัญหาสัมปทานและหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่ออัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรม
เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการกระจายงบประมาณ : ผลักดันเทศกาลสร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ ตลอดทั้งปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดสรรงบประมาณราว 5% พัฒนาชุมชนตนเองโดยตรง
อนุชา บูรพชัยศรี
นายอนุชา บูรพชัยศรี มีชื่อเล่นว่า “เจมส์” เป็นสายบริหารธุรกิจระดับอินเตอร์ ขุนพลเศรษฐกิจผู้มุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างสู่สากล เขาเกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2510 ปัจจุบันอายุ 59 ปี เป็นนักการเมืองและนักบริหารที่มีภาพลักษณ์ภูมิฐาน ลุกเชี่ยวชาญงานด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับ นางศิริพร บูรพชัยศรี ดำเนินธุรกิจและดูแลครอบครัวร่วมกันอย่างมั่นคง
ประวัติการศึกษา “สายวิศวกรรมและการบริหารการเงินต่างประเทศ“
- มัธยมศึกษาตอนต้น : โรงเรียนอัสสัมชัญ (ศิษย์เก่ารุ่นเดียวกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล)
- มัธยมศึกษาตอนปลาย : วิทยาลัยเซเครทฮาร์ท (Sacred Heart College) ประเทศออสเตรเลีย
- ปริญญาตรี : คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมกลการ จากมหาวิทยาลัยแอดิเลด (University of Adelaide) ประเทศออสเตรเลีย
- ปริญญาโท (2 ใบ ): สาขาวิทยาศาสตร์การบริหาร จากมหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา และด้านการเงินเชิงปริมาณ (Quantitative Finance) จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ (University of Westminster) ประเทศอังกฤษ
ประสบการณ์ทำงาน “จากภาคอุตสาหกรรม สู่โฆษกรัฐบาลยุคเปลี่ยนผ่าน”
ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง อนุชามีประสบการณ์ยาวนานในภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักและการนำเข้าเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทธุรกิจของครอบครัว ทำให้มีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการต้นทุน โลจิสติกส์ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ด้านเส้นทางการเมือง เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (สส.กทม.) เขตเลือกตั้งที่ 2 (เขตปทุมวัน สาทร ราชเทวี) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2550 ต่อมาในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญคือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (2 สมัย) และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานสื่อสารมาตรการเศรษฐกิจระดับประเทศ และได้ดำรงตำแหน่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในเวลาต่อมา ยึดมั่นแนวคิดนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหานคร
วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์นโยบายหลัก “อนุชา บูรพชัยศรี”
ยุทธศาสตร์ “สะดวก” : นำระบบ AI มาบริหารโครงข่ายสัญญาณไฟจราจรเพื่อลดปัญหาคอขวด เร่งรัดโครงการทางเดินลอยฟ้า (Skywalk) เชื่อมต่อย่านเศรษฐกิจและการค้า และเปลี่ยนผ่านงานบริการของรัฐสู่ระบบ One-Stop Service บนสมาร์ทโฟนเพื่อความรวดเร็วในการอนุมัติทางธุรกิจ
ยุทธศาสตร์ “สะอาด” : มุ่งจัดการฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ผ่านมาตรการจัดโซนนิ่งเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ในพื้นที่ไข่แดงชั้นใน ส่งเสริมการใช้รถบัสสาธารณะพลังงานไฟฟ้า 100% ปฏิรูประบบการจัดเก็บขยะแยกประเภท และเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะขนาดเล็ก (Pocket Park) ในเขตหนาแน่น
ยุทธศาสตร์ “สบาย” : ขับเคลื่อนยกระดับรายได้ผ่านแนวคิด “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 50 เขต” ส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad และนักลงทุนต่างชาติให้ตั้งสำนักงานภูมิภาค พร้อมยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงพยาบาลเอกชน
การประสานงานไร้รอยต่อระหว่างส่วนท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง : ชูจุดเด่นความคุ้นเคยกับระบบราชการส่วนกลางเพื่อประสานงานแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ เช่น การจัดการปัญหาน้ำท่วมระบบลุ่มน้ำภาคกลาง การเชื่อมโยงโครงสร้างรถไฟฟ้า และการบริหารทรัพย์สินของรัฐบาลเพื่อสาธารณประโยชน์
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ” ขุนพลสายเทคโนโลยีและดาต้า ผู้มุ่งมั่นปฏิรูปโครงสร้างเมืองด้วยระบบดิจิทัล เกิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ปัจจุบันอายุ 45 ปี เขาเกิดและเติบโตในย่านตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่สายเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการฟินเทคและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสากล
ประวัติการศึกษา “ด็อกเตอร์สายตรงด้านวิทยาการสารสนเทศจากญี่ปุ่น“
- มัธยมศึกษา : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (รุ่น OSK119)
- ปริญญาตรี : คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับ 1)
- ปริญญาโท-เอก : ด้านวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น ( JAIST)
ประสบการณ์ทำงาน : จากนักวิจัยระดับโลกสู่ผู้เชี่ยวชาญฟินเทค ธปท.
ดร.โจ เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นวิศวกรโครงข่ายให้กับบริษัทเทคโนโลยีพลังงานระดับโลก Schlumberger Overseas S.A. จากนั้นทำงานวิจัยเชิงลึกเป็นนักวิจัยอาวุโส ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยกลางของบริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น เมืองคาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น มุ่งเน้นระบบความปลอดภัยเครือข่ายและระบบประมวลผลคลาวด์
หลังกลับประเทศไทย ได้เข้าร่วมงานกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นานกว่า 10 ปี ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอาวุโสกลุ่มงานยุทธศาสตร์เทคโนโลยีทางการเงิน มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมฟินเทค และการพัฒนาระบบบาทดิจิทัล (CBDC) นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษา (Advisor) ณ ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) Innovation Hub ประเทศสิงคโปร์ (พ.ศ. 2563-2564) ก่อนเข้าสู่ถนนการเมืองในฐานะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ยุทธศาสตร์นโยบายหลัก ดร.โจ
ยุทธศาสตร์ “หาเลี้ยงครอบครัวง่าย” : ปฏิรูประบบจัดหางานและพื้นที่ค้าขายผ่านแพลตฟอร์มจับคู่แรงงานและการฝึกทักษะใหม่ (Reskill) รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล จัดสรรพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ใต้ทางด่วนให้เป็นตลาดชุมชนถาวรต้นทุนต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
ยุทธศาสตร์ “ค้าขายง่าย” : ชูแนวคิดทลายระบบเงินใต้โต๊ะ ปรับเปลี่ยนระบบการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ร้านอาหาร และการก่อสร้างให้อยู่บนระบบออนไลน์ 100% มีกรอบเวลาพิจารณาที่ชัดเจนเพื่อขจัดระบบเตะถ่วงและเรียกรับผลประโยชน์
ยุทธศาสตร์ “เดินทางง่าย” : นำระบบ Big Data และเทคโนโลยี Digital Twin (แบบจำลองเมืองดิจิทัล) มาใช้คำนวณและควบคุมการปล่อยสัญญาณไฟจราจรตามความหนาแน่นจริง พัฒนา Covered Walkway ทางเท้าที่มีหลังคากันแดดฝนเชื่อมต่อระบบรางอย่างปลอดภัย
ยุทธศาสตร์ “ใช้ชีวิตง่าย” : ปฏิรูปโรงกำจัดขยะใจกลางเมืองให้เป็นระบบปิดตามหลักสุขอนามัยสากล เพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้ในระยะเดิน 15 นาที และพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิผ่านแอปพลิเคชั่น Telemedicine เชื่อมต่อศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี
ดร.หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ “หม่อมกร” นักวิชาการอิสระสายพลังงานและสิทธิประชาชน ผู้มุ่งปฏิรูปโครงสร้างปากท้องคนเมือง เกิดในตระกูลขุนนางและข้าราชการเก่าแก่ เป็นบุตรชายของ หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒน์ เกษมศรี นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของไทย และนางดวงใจ เกษมศรี ณ อยุธยา ถือเป็นหนึ่งในนักวิชาการอิสระที่มีบทบาทโดดเด่นจากการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมเกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงาน (น้ำมันและแก๊สหุงต้ม) และการพิทักษ์ผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
ประวัติการศึกษา “รัฐประศาสนศาสตร์จากฮาร์วาร์ดและสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์“
- ปริญญาตรี : คณะวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- ปริญญาโท : สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (Master of Public Administration : MPA) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาเอก : ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประสบการณ์ทำงาน : จากผู้เชี่ยวชาญการเงิน สู่ขุนพลปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน
หม่อมกรเริ่มต้นทำงานในภาคสถาบันทางการเงิน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทพลังงานเอกชนและอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย บทบาทสำคัญที่ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ การดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา และเป็นนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ตลอดจนการเป็นแกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานไทย
เขามีบทบาทเด่นในการวิเคราะห์และขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ เพื่อพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริโภค ปัจจุบันมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายวิชาการภาคประชาชนร่วมกับผู้นำความคิดทางสังคม นำเสนอยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาปากท้องเชิงโครงสร้าง
ยุทธศาสตร์นโยบายหลักของหม่อมกร
ยุทธศาสตร์ “SAVE ปากท้อง” – ลดต้นทุนพลังงานและค่าเดินทาง : เสนอนโยบายจัดตั้งกองทุนพลังงานชุมชน ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเรือนและอาคารพาณิชย์โดยมีภาครัฐสนับสนุนงบประมาณหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันนโยบายค่าตั๋วร่วมขนส่งมวลชนราคาเดียว (Flat Rate)
ยุทธศาสตร์ “SAVE สิ่งแวดล้อม” – จัดการฝุ่น PM 2.5 และขยะเชิงพาณิชย์ : เพิ่มมาตรการตรวจจับและปรับจริงอาคารสูงและเขตก่อสร้างที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน EIA ควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม และปรับปรุงระบบจัดเก็บขยะโดยนำไปแปรรูปเป็นพลังงานสะอาด (Waste-to-Energy) ระบบปิดสมบูรณ์
ยุทธศาสตร์ “SAVE พื้นที่ทำกิน” – ปฏิรูปหาบเร่แผงลอยด้วยระบบสวัสดิการ : จัดระเบียบและยกระดับสู่ Premium Street Food ในจุดท่องเที่ยวสำคัญ ติดตั้งระบบน้ำดี-น้ำเสียสากล ขึ้นทะเบียนผู้ค้าให้อยู่ในระบบภาษีท้องถิ่นอัตราต่ำ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบโดยไม่ต้องเผชิญกับการเรียกรับผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง
ความโปร่งใสในระบบสัมปทาน : เสนอให้มีการเปิดเผยรายละเอียดสัญญาและตรวจสอบสัญญาสัมปทานขนาดใหญ่ของรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสัญญารถไฟฟ้า สัญญาจัดเก็บขยะ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อความโปร่งใสตามแนวทางสากล
พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช
พลตํารวจโท ชาญเทพ เสสะเวช มีชื่อเล่นว่า “ตู่” อดีต ผบช.น. สายความมั่นคงผู้เด็ดขาด เกิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 68 ปี เกิดที่ย่านแยกบ้านแขก จังหวัดธนบุรี (เดิม) เป็นอดีตข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีประวัติการทำงานในสายปราบปรามและสืบสวนสอบสวนมาอย่างยาวนาน ขึ้นชื่อเรื่องสไตล์การทำงานที่เด็ดขาดและตรงไปตรงมา
ประวัติการศึกษา “นายร้อยตำรวจสายตรงปราบปราม”
- ปริญญาตรี : รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 36 (นรต.36)
- ปริญญาโท : ด้านบริหารงานยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มพูนทักษะการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่
ประสบการณ์ทำงาน จากผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สู่หัวหน้าทีมทุบทุจริต
เส้นทางการทำงานเติบโตในสายงานหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาโดยตลอด ผ่านตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7), ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในเมืองหลวงคือ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ดูแลความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด ทำให้มีความเข้าใจโครงสร้างพื้นที่ ปัญหาอาชญากรรม และการจราจรอย่างลึกซึ้ง
หลังเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารกิจการและปัญหาการทุจริต บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่ตรวจสอบปมทุจริตภายในองค์กรจนเป็นข่าวดังในสังคม ต่อมาได้ก้าวเข้าสู่งานการเมืองเต็มตัว โดยเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยภักดี มุ่งเน้นการนำประสบการณ์สายปราบปรามและตรวจสอบมาใช้ปฏิรูประบบราชการส่วนท้องถิ่น
วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์นโยบายหลัก พล.ต.ท.ชาญเทพ
ยุทธศาสตร์ “ปฏิบัติการ ทุบ! คอร์รัปชั่น” : ถอดโมเดลจากการตรวจสอบทุจริตระดับชาติ มาใช้เสนอตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบย้อนหลังการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ ระบบการบริหารตลาด และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม บังคับใช้มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับส่วยหรือผลประโยชน์
ยุทธศาสตร์ “เมืองปลอดภัย 24 ชั่วโมง” : เชื่อมโยงระบบกล้อง CCTV ทั่วเมืองเข้าสู่ศูนย์บัญชาการกลางและใช้ระบบ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงอาชญากรรม เพิ่มไฟส่องสว่างในจุดอับ และจัดตั้งหน่วยสายตรวจชุมชนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและตำรวจพื้นที่เพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและปัญหายาเสพติด
ยุทธศาสตร์ “จัดระเบียบจราจรและวินัยเมืองเด็ดขาด” : บังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด แก้ไขปัญหารถจอดกีดขวางบนถนนสายรองที่เป็นสาเหตุของรถติด ปรับปรุงทางม้าลายให้มีความปลอดภัยสูงด้วยสัญญาณไฟอัจฉริยะ และจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างรถสาธารณะให้อยู่ในระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบสิทธิได้ง่าย
ยุทธศาสตร์ “ชุมชนเข้มแข็งและสวัสดิการพื้นฐาน” : สนับสนุนงบประมาณจัดตั้งศูนย์กีฬาและลานกิจกรรมต้านยาเสพติดในชุมชนหนาแน่น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบรรเทาสาธารณภัยและดับเพลิง ให้สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุในซอยแคบได้อย่างรวดเร็วด้วยอุปกรณ์และรถดับเพลิงขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูง