วาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ถูกตอกย้ำ-ขยายผล เผยแพร่ใหม่ โดย ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ‘ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ผู้นำฝ่ายค้าน ในวาระครบรอบ 12 ปี รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ตอนหนึ่งว่า ณ ปัจจุบันแม้ประเทศไทยไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. แต่สังคมการเมืองยังวนอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งถือกำเนิดจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เป็นมรดกคณะรัฐประหาร
ผู้นำฝ่ายค้านมองว่าสถาบันการเมืองและระบบองค์กรกฎหมายยุคนี้ที่ถูกจัดขึ้นมาใหม่ ทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
คำว่าการเมืองสีน้ำเงิน คือแบรนด์ของพรรคภูมิใจไทย ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประมุขฝ่ายการเมือง-หัวหน้าพรรค และนายกรัฐมนตรี-ประมุขฝ่ายบริหาร ควบกับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย-ผู้นำหมายเลข 1 ในสารบัญของนักปกครอง
คู่บารมีมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งพรรค กับนายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำในม่านการเมืองสีน้ำเงิน เขายอมรับว่าเขาคือ “ฝ่ายอนุรักษนิยม” และเคยตอบคำถามสื่อมวลชนว่า “สีน้ำเงินคือ ชีวิตจิตใจ” จังหวัดบุรีรัมย์ คือจังหวัดสีน้ำเงิน
สมการการเมืองวันนี้ หากพูดถึงระบอบการเมืองสีน้ำเงิน หรือเครือข่ายอำนาจสีน้ำเงิน ที่ปรากฏตัวในหลายพื้นที่ทางการเมือง สร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคสีน้ำเงินอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาวาระ “ระบอบสีน้ำเงิน” ในโครงสร้างอำนาจ กับ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ ระดับอำนาจ-นโยบาย และการส่งผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ-การเมือง ลงสู่ระดับประชาชน หลังผ่านการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ของพรรคสีน้ำเงิน กินเวลาไปแล้วร่วม 8 เดือน
ส้มส่ง “ระบอบน้ำเงิน” แข็งแกร่ง
รศ.ดร.ยุทธพรย้ำว่า วลีดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ ที่หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หยิบขึ้นมาพูดอีกครั้ง และถ้าหากหมายถึงรัฐบาลภูมิใจไทย จุดกำเนิดหนึ่งมาจากปรากฏการณ์พรรคประชาชนโหวตสนับสนุนตั้งรัฐบาลอนุทิน เมื่อปลายปี 2568 ทำให้พรรคขนาดกลางโตขึ้นเป็นพรรคใหญ่ ประกอบกับอีกปัจจัยหนุน คือกลเกมรัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อโครงสร้างการเมืองอนาคต
“ระบอบสีน้ำเงิน เกิดจากการที่พรรคประชาชนโหวต (ตั้งรัฐบาลอนุทิน 1) ทำให้ระบอบนี้ขยายตัวขึ้น และเข้ามาควบคุมการเมืองปัจจุบัน”
รศ.ดร.ยุทธพรย้ำว่า ระบอบสีน้ำเงินวันนี้มีความแข็งแกร่งมาก จากกติการัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีที่เอื้อหนุน อาทิ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ฯลฯ ทำให้ภูมิใจไทยได้เปรียบ
พร้อมยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่กลไกเหล่านี้จะถูกแก้ไข เห็นได้จากอดีตประเทศไทยพยายามแก้รัฐธรรมนูญก็ยาก ขณะเดียวกันวันนี้หากดำเนินการได้จริงต้องเป็นสไตล์ที่ภูมิใจไทยกำหนด ไม่เช่นนั้นเดินยาก เห็นจากกรณีภูมิใจไทยถอนชื่อสนับสนุนร่างแก้ รธน.ฉบับเพื่อไทย พร้อมมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ปชน. ที่เสนอมีความเสี่ยงสูงถูกปัดตกในอนาคต
2 องค์ประกอบเขย่าภูมิใจไทย
ส่วนมรสุมที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเจอ อาทิ โครงการแลนด์บริดจ์ คดีเขากระโดง จะทำให้สะดุดหรือไม่นั้น นักวิชาการชี้ว่าปัจจัยที่สามารถทำให้ระบอบสีน้ำเงินสะเทือน 2 องค์ประกอบหลัก ๆ 1) การเมืองภายในพรรค เพราะการที่ภูมิใจไทยใหญ่โตขึ้นเร็ว มีหลายมุ้งภายในพรรค เป็นสถานการณ์ที่ภูมิใจไทยไม่คุ้นชิน
ในอดีตมีสมาชิกไม่เยอะจึงทำให้ทิศทางการขับเคลื่อนไปทางเดียวกันง่าย วันนี้มีหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มชลบุรี กลุ่มชาติไทยพัฒนา กลุ่มอดีตเพื่อไทย จึงทำให้สถานการณ์ภายในเกิดการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เนื่องจากมีความต้องการหลากหลาย ฉะนั้นต้องบริหารจัดการให้ลงตัว
2.) ปัญหาเศรษฐกิจ ถือเป็นสิ่งสำคัญสุด เพราะเป็นเรื่องที่ผูกโยงปากท้องประชาชน แม้อาจบอกว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองหรือระบบราชการ แต่ท้ายสุดคณิตศาสตร์การเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง สิ่งสำคัญคือความชอบธรรมจากประชาชน ท้ายสุดเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จะส่งผลต่อสถานการณ์การเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกเกิดขึ้นโดยตลอด
“ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา เศรษฐกิจไม่ดี ตรงนี้ถึงจะเป็นสิ่งที่น่ากังวล”

ระบอบสีน้ำเงิน แต่ประชาชนไม่มีเงินไม่ได้
สัญญาณเตือนวิกฤตเศรษฐกิจที่น่ากังวลสุด คือการไม่มีสัญญาณเตือน รศ.ดร.ยุทธพรชี้ว่า วิกฤตพลังงานตะวันออกกลางเกิดมาเกือบครึ่งปี แต่ประเทศไทยยังไม่มีระบบเฝ้าระวังหรือการเตรียมพร้อมที่ชัดเจน อาทิ แผนรับมือพลังงาน การเฝ้าระวังเศรษฐกิจ หากไม่มีการเตรียมรับมือที่ดีอาจกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
ส่วนมาตรการที่ออกมามีเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ยังไม่มีนโยบายระยะยาว ส่วนการใช้งบฯ 2 แสนล้าน การหาแหล่งพลังงานเพื่อรับมือวิกฤตก็ยังไม่ชัดเจน รวมถึงแผนระยะกลางการฟื้นฟูเยียวยา ดังนั้นแผนระยะยาวรัฐบาลต้องมีความชัดเจน ทั้งการวางรากฐานพลังงานทางเลือก การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
“ตอนนี้รัฐบาลล่าช้าไม่ได้ เมื่อเป็นระบอบสีน้ำเงินก็ควรทำให้ประชาชนมีเงิน เพราะถ้าระบอบสีน้ำเงินแต่ประชาชนไม่มีเงินก็ไม่ได้”
เกมการเมือง อาจมีฉากจบแล้วครับนาย อีกครั้ง
นักรัฐศาสตร์การเมืองมองว่า ระยะแรกสถานการณ์ในรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งบารมีครูใหญ่เนวิน อาจพอเอาอยู่ แต่ถ้าการเมืองเคลื่อนสักระยะหนึ่ง ๆ ไม่มีอะไรรับประกันได้ “ไม่รู้ท้ายที่สุดมันจะจบแล้วครับนายหรือไม่”
ส่วนฝีมือทีมเศรษฐกิจสามแม่ครัว (เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ในการฟื้นความเชื่อมั่น รศ.ดร.ยุทธพรประเมินจากผลงานช่วงเริ่มต้น ทำได้เพียงสร้างภาพลักษณ์ แต่สุดท้ายถูกตั้งคำถามเยอะถึงฝีไม้ลายมือการทำงาน
แม้บางคนอย่างรองนายกฯ สีหศักดิ์ สามารถทำงานได้บ้างเพราะมีประสบการณ์ด้านต่างประเทศ แต่ฝีมือเศรษฐกิจ รองนายกฯ เอกนิติ และศุภจี ระยะหลังแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ถูกสังคมตั้งคำถามเรื่องการบริหาร 3 เดือนที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าคำชื่นชม

สสร.หนทางไกลสุดแก้ รธน. ฉบับ ภท.
ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญยุครัฐบาลภูมิใจไทย รศ.ดร.ยุทธพรเชื่อว่าจะถึงฝั่งแบบที่พรรคภูมิใจไทยต้องการ โดยคาดว่าหากเป็นไปตามสไตล์ภูมิใจไทย ทางไกลสุดอาจได้เห็นความชัดเจนของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) รูปแบบเป็นตัวแทน 77 จังหวัด ผู้เชี่ยวชาญ 23 ด้าน ส่วนใหญ่มาจากโควตาสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฉะนั้น สสร. ฉบับภูมิใจไทย จะเป็นการโคลนนิ่ง สส.ในสภา
ส่วนเนื้อหาและทิศทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องรอดูท่าทีการออกแบบทีมแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อน
ทักษิณต้องจำศีล
นักเฝ้ามองการเมืองยังได้ประเมินถึงการกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ระยะสั้นอาจจะยังไม่มีความเคลื่อนไหว เช่นเดียวกับสถานการณ์พรรคเพื่อไทย วันนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะควรเคลื่อนไหวหรือมีเงื่อนไขมาก
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยควรอยู่อย่างสงบเสงี่ยมสักพักก่อน เห็นได้จากการถอนชื่อร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อไทยของภูมิใจไทย อดีตพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลไม่สามารถต่อรองได้มาก ส่วนระยะยาวต้องจับตาดูในเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองรัฐบาลภูมิใจไทย
“สมการการเมืองทุกอย่างเปลี่ยนได้หมด การเมืองไทยสามารถพลิกเปลี่ยนได้เพียงชั่วข้ามคืน” นักเฝ้ามองการเมืองทิ้งท้าย…