เตือนภัย ‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’ ระวังนักลงทุนกลายเป็น ‘แมงเม่า’
10-pok
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ไมก์ แม็กโกลน (Mike McGlone) นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์อาวุโส ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ออกมาให้สัมภาษณ์เป็นเชิงเตือนถึงสถานการณ์ของตลาดหลักทรัพย์วอลสตรีตเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนนี้ว่า ตลาดกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่สภาวะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ แล้วตลาดจะกลายเป็น “ขาลง” ในเร็ววัน ทำให้บรรดานักลงทุนรายย่อยทั้งหลายกลายสภาพเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟกันดี ๆ นี่เอง
แม็กโกลนระบุว่า จริง ๆ แล้วภาวะล่มของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกากำลังเริ่มขึ้นแล้วด้วยซ้ำไป เขาชี้ว่า ในช่วงปี 2026 รูปแบบที่ช่วยหนุนตลาดอยู่คือ “กระบวนการเก็งกำไร” ที่นักเล่นหุ้นเรียกกันว่า อัดฉีดแล้วเทขาย (Pump Then Dump) ซึ่งยิ่งนับวันยิ่งปรากฏมากขึ้นทุกที แถมยังข้ามกลุ่มสินทรัพย์ กระจายตัวไปอยู่กับหุ้นทุกกลุ่ม ผลก็คือหากตลาดมีการปรับทิศทาง (Correction) การปรับตัวแก้ไขของหุ้นก็จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งตลาด
ตามความเห็นของแม็กโกลน ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในปี 2026 เต็มไปด้วยปรากฏการณ์อัดฉีดแล้วเทขาย ในกลุ่มสินทรัพย์อย่างเช่น บิตคอยน์, เงิน, ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าโภคภัณฑ์ด้านการเกษตร แต่เขาเตือนว่าพลวัตเช่นนี้ในที่สุดก็จะแพร่ออกไปทั่วตลาด ซึ่งจะเป็นหมุดหมายของระยะใหม่ของวัฏจักรตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา
คำเตือนของแม็กโกลนมีขึ้นในขณะที่ตลาดหุ้นอยู่ในสภาพร้อนแรงเป็นพิเศษ หนุนเสริมด้วยผลประกอบการที่ดีของบริษัทในตลาด และภาวะกระทิงที่ว่านี้ยิ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ด้วยเหตุนี้แม็กโกลนจึงเชื่อว่าตลาดกลายเป็นเป้าหมายลำดับแรกสุดของเงินทุนเพื่อการเก็งกำไร และกลายเป็นตัวดึงเอาเม็ดเงินลงทุนออกมาจากสินทรัพย์อื่น ๆ ตั้งแต่สินค้าโภคภัณฑ์, โลหะมีค่า และตลาดเงินคริปโต
เมื่อเงินทุนไหลเข้าตลาดมากขึ้นก็จะยิ่งลุกลามไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ๆ แทนที่จะเป็นการไปซื้อหาสินทรัพย์อย่างเช่นทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างที่เป็นกระบวนการปกติ
“สำหรับผมแล้วรูปแบบการอัดฉีดแล้วเทขายนี้จะกลายเป็นจุดสิ้นสุดของตลาด ซึ่งจะเริ่มต้นจากบิตคอยน์และก๊าซธรรมชาติก่อนที่จะลุกลามไปยังเงินและข้าวโพด แล้วในที่สุดก็จะค่อย ๆ ลามออกไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งน้ำมันดิบและตลาดหลักทรัพย์โดยรวม”
แม็กโกลนเชื่อว่ารูปแบบการอัดฉีดแล้วเทขายที่ว่านี้กำลังแพร่ระบาด ซึ่งเป็นหมุดหมายที่แสดงให้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ “วาระสุดท้าย” ของวัฏจักรตลาดแล้ว แม็กโกลนเชื่อด้วยว่า ในที่สุดตลาดก็จะนำไปสู่ภาวะขาลงโดยรวมของตลาดเงินทั้งหมด แม้ว่าในขณะนี้หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์บางตัวสร่างซาความเร่าร้อนลงแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่ายังไม่มีการแก้ไขความเสี่ยงพื้นฐานไปแต่อย่างใด
ตัวอย่างที่เห็นได้เมื่อไม่นานมานี้ก็คือ การที่ราคาของโลหะมีค่าร่วงลงมา หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ อันเป็นผลมาจากการเทขายเพื่อทำกำไร ตัวอย่างของการทำกำไรที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่ราคาเงินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างแหลมคมแล้วก็ร่วงลงมาอย่างหนัก เมื่อมีการระบายส่วนเกินทิ้ง
อย่างไรก็ตามในทัศนะของแม็กโกลน ไม่ว่าจะมีการปรับตัวของตลาดอย่างไร ทองคำก็จะยังคงมีแนวรับหนุนอยู่ที่ระดับใกล้ ๆ 4,000 ดอลลาร์ และจะแกว่งตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงนี้ถ้าหากยังคงรักษาความเป็นไปตามแนวโน้มในอดีตที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปีนี้มีความแข็งแกร่งจนน่าทึ่ง เพราะมีแรงกระแทกกระทั้นหลายอย่างเกิดขึ้น ตั้งแต่สงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อด้วยสงครามกับอิหร่าน ในขณะที่มีการนำหุ้นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดกันเป็นแถว ส่งผลให้หลายคนเริ่มเป็นกังวลว่า หรือภาวะตลาดขาลงกำลังจะมาถึง
หลังสุดบริษัทอย่าง “สเปซเอ็กซ์” ก็เสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ระดมเงินได้ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่ก่อนหน้านั้น บริษัทผู้พัฒนาเอไอ ที่เป็นคู่แข่งหลายรายก็นำเสนอหุ้นเข้าสู่ตลาดเพื่อระดมทุนไปมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ นี่ยังไม่นับการเสนอขายหุ้นไอพีโอของ “อัลฟาเบท” บริษัทแม่ของกูเกิล ที่ดูดเม็ดเงินไปกว่า 85,000 ล้านดอลลาร์
โจนาส โกลเทอร์แมนน์ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์การตลาดของแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุว่า บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเป็นไปในทางบวก แต่ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า ควรระมัดระวังการทำไอพีโอครั้งใหญ่ ๆ ต่อด้วยช่วงการเสนอขายหุ้นสำคัญ ๆ ที่มีมูลค่าสูง ๆ มักเกิดขึ้นในตอนที่ตลาดกำลังเคลื่อนตัวสู่ภาวะสูงสุด
เขายกตัวอย่างเช่น การเสนอขายหุ้นสุทธิที่พุ่งขึ้นสูงมากในปี 1999, 2007 และปี 2021 ทั้งหมดล้วนตามมาด้วยภาวะตลาด “หมี” (Bear Markets) โดยที่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นตามมาอีกด้วยหลังจากการระเบิดตูมของหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นอสังหาริมทรัพย์
โกลเทอร์แมนน์ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงด้วยว่า จริง ๆ แล้วก่อนที่สเปซเอ็กซ์ และอัลฟาเบทจะทำไอพีโอ ยังมีการนำเสนอขายหุ้นของบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน จนมูลค่าโดยรวมกลายเป็นบวกมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้แล้ว ในขณะที่ยังมีบริษัทเอไออย่างแอนทรอปิก กับโอเพ่น เอไอ จ่อคิวรออยู่อีกในปีนี้ ทำให้สถานการณ์ในเวลานี้ยิ่งดูแล้วยิ่งคล้ายกับเมื่อปี 1999, 2007 และ 2021 มากขึ้นทุกที
“ยิ่งพูดก็ยิ่งดูเหมือนว่าภาวะแวดล้อมของตลาดเวลานี้ยิ่งเหมือนอดีตตอนที่ตลาดเข้าสู่จุดสูงสุดมากขึ้นทุกที ซึ่งทำให้ผมเชื่อว่าภาวะบูมของหุ้นเอไออาจอยู่ในวาระสุดท้ายของตลาดแล้ว” โกลเทอร์แมนน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม “จิม รีด” หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำดอยช์แบงก์ เชื่อไปในทางตรงกันข้าม ว่า บริษัทเอไอพากันทำไอพีโอในเวลานี้เพราะความต้องการมีสูง มีแรงเหวี่ยงจากรายได้ของบริษัทสนับสนุน และความต้องการในการเก็งกำไรของนักลงทุนก็ลดน้อยลงตามไปด้วย
“พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตลาดแข็งแกร่งถึงได้มีการนำเสนอหุ้นใหม่ ๆ ออกมามาก ไม่ใช่การนำเสนอขายหุ้นออกมามาก ๆ จะทำให้ตลาดโดยรวมดิ่งลงแต่อย่างใด” จิม รีด กล่าว และว่า
จริง ๆ แล้วการเสนอขายหุ้นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 8% ในช่วง 3 เดือน และกว่า 20% ในช่วงนานกว่า 12 เดือน ยกเว้นเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่ ซึ่งบรรดาบริษัทต่าง ๆ พากันเสนอขายหุ้นเพื่อระดมเงินทุนกันเท่านั้น