เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดโรดแมปเหล็กไทย 3 ปี ให้เวลายกเลิกเตา IF เปลี่ยนผ่านสู่ EAF

23 มิ.ย. 2569 | 11:09น.

อุตสาหกรรมเหล็กไทย ประกาศหนุนเต็มที่หลัง “วราวุธ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าศึกษายกเลิกการใช้เตาหลอมเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง พร้อมวางโรดแมป 3 ปี เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีเตาอาร์กไฟฟ้า (EAF) และเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) ตามมาตรฐานสากล ช่วยยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ลดความเสี่ยงจากเหล็กด้อยคุณภาพ

นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เปิดเผยว่าสมาคม การค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐานและภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กไทยสนับสนุนนโยบายเชิงรุกของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะข้าราชการจากกรณีการเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอม กระแส ไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง ถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบาย (Policy Courage)

ประวิทย์ หอรุ่งเรือง

เพราะตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา เทคโนโลยีเตาหลอม IF ที่อยู่ในมาตรฐาน มอก. ได้สร้างความสุ่มเสี่ยง และความกังวลในภาคการก่อสร้างมาโดยตลอด แต่ท่านรัฐมนตรีคนปัจจุบันกล้าที่จะก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ ทลายทุกแรงกดดันโดยเลือกเอาความปลอดภัยในชีวิตประชาชนและผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งเป็นการปฏิรูปโครงสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ทลายความเหลื่อมล้ำ ยุติการเอารัดเอาเปรียบ และสถาปนาธรรมาภิบาลในระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านโลหะวิทยาและสิ่งแวดล้อม พบว่าเทคโนโลยี EAF มีข้อดีที่สามารถ อุดรอยรั่ว ความเสี่ยงของเทคโนโลยีล้าหลังได้อย่างเบ็ดเสร็จใน 4 มิติหลัก ดังนี้

1.เนื้อเหล็กบริสุทธิ์สูงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง: ระบบ EAF ร่วมกับเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) มีกระบวนการ ทางเคมี ที่เป่าออกซิเจนเพื่อดึงสิ่งมลทินกักตะกรันและกวนน้ำเหล็กด้วยก๊าซอาร์กอน ทำให้ส่วนผสม ทางเคมี สม่ำเสมอ และลดสารฝังในที่ไม่ใช่โลหะได้เด็ดขาด

2.แก้โจทย์ข้อจำกัดเศษเหล็กชุมชนปนเปื้อน บริบทของไทยต้องรีไซเคิลเศษเหล็ก ชุมชนที่มีการ ปนเปื้อนสูง (เช่น เศษตัวถังรถ สังกะสี ตะปู) ซึ่งเตา IF ทำได้เพียงหลอมให้ละลายแต่ไม่มีกลไก เคมีในการ ขจัดสาร อันตรายอย่างกำมะถันฟอสฟอรัสหรือโบรอนออกไปได้ ทำให้สารเหล่านี้ฝังแน่นจนกลายเป็น เหล็กด้อย คุณภาพ

3.โครงสร้างปลอดภัย ไม่เปราะหัก: สารตกค้างจากเตา IF จะทำให้เหล็กเกิดสภาวะเปราะหักง่าย (Brittle Fracture) และเสี่ยงต่อการพังทลายเมื่อโครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักสะสม การเปลี่ยนมาใช้ EAF จึงเป็น การป้องกันอุบัติภัยตึกถล่มและปกป้องชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

4.โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% (Compliance & Traceability): โรงงาน EAF ยึดหลัก ธรรมาภิบาล และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมีการลงทุนติดตั้งระบบดูดฝุ่นครบวงจร (รวมถึงระบบ Hood Canopy คลุมในโรงงาน) จัดการฝุ่นแดง (กากพิษ) ในระบบปิดและส่งกำจัดผ่านระบบ e-Manifest อย่างถูกต้องเพื่อลดมลพิษทางอากาศ ใช้บุคลากรที่ผ่านการอบรมเข้มงวดในพื้นที่เสี่ยงอันตราย สอดคล้อง ตามกฎหมายแรงงาน

ตลอดจนจัดซื้อเศษเหล็กผ่าน Supply Chain ที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต่อ กรมสรรพากรอย่างโปร่งใส และมีการรายงานข้อมูลการผลิตและสินค้าคงคลัง ตามเวลาเพื่อให้ภาครัฐ ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน

นอกจากนี้นโยบายการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากลและมีหลักฐานเชิง ประจักษ์ (Global Evidence) มารองรับชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโมเดลความสำเร็จของประเทศจีน ที่คณะกรรมการ พัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) สั่งกวาดล้างและปิดโรงงานเตา IF ที่ผลิตเหล็ก เส้น ก่อสร้างสำเร็จ 100% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ด้วยเหตุผลด้านคุณภาพความปลอดภัยและสิ่งแวด ล้อม สอดคล้องกับผลวิจัยระดับภูมิภาคอาเซียนปี พ.ศ. 2568

โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย ที่ชี้ชัดว่า เหล็กเส้นจากเตา IF มี อัตราแตกหัก จากการทดสอบแรงกระแทก (Impact Test) สูงถึง 67% และเคมีไม่ผ่านเกณฑ์ 12.5% ขณะที่เหล็กจากระบบ EAF ที่ผ่านการปรุงน้ำเหล็กผ่านเกณฑ์สมบูรณ์ 100% ขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นก็ไม่มีการใช้เทคโนโลยีเตา IF ในการผลิตเหล็กสำหรับงานโครงสร้าง หลักเนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงด้านวิศวกรรมความปลอดภัย

ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (PROPOSED ROADMAP) เพื่อสนับสนุนแนวทางการ ทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมให้บรรลุเป้าหมายภายใน 3 ปีอย่างเป็นรูปธรรมและราบรื่น โดยเสนอมาตรการเฉพาะหน้าในการแก้ไขกฎระเบียบ มอก. ดังนี้ 1.แก้ไข มอก. 20-2559 (เหล็กเส้นกลม): จำกัดให้เตา IF ผลิตได้เฉพาะชั้นคุณภาพ SR24 ขนาดไม่เกิน 15 มม. และอนุญาตให้ใช้เฉพาะอาคารประเภท Low Rise เช่นบ้านชั้นเดียวเท่านั้น

2.แก้ไข มอก. 24-2559 (เหล็กเส้นข้ออ้อย): บังคับใช้กระบวนการผลิตจากเตา EAF หรือ BOF เท่านั้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักและสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ

3.กำหนดข้อบังคับเครื่องจักร: กำหนดให้สายการผลิตเหล็กเส้นทุกชนิด ต้องติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace: LF) เป็นเครื่องจักรภาคบังคับ

การเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านในวันนี้ อาจมีแรงต้านและอุปสรรค แต่การปล่อยให้เทคโนโลยีล้าหลังกัดเซาะระบบ เศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน คือความเสี่ยงที่ประเทศรับไม่ได้ การเดินหน้าปฏิรูปในครั้งนี้คือการยกระดับและคัดกรองอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เหลือเพียงผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทาง ESG โดยภาครัฐสามารถนำเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry ระดับ 3 ขึ้นไป) มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงบวกในการจูงใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อุตสาหกรรมเหล็ก