เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 900 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 900 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,100 บาท
ทองพุ่งรับชัยเดโมแครต YLG ลุ้นปี’70 ขาขึ้นรอบใหม่ ทองไทยแตะ 69,200 บาท
Finance ทองพุ่งรับชัยเดโมแครต YLG ลุ้นปี’70 ขาขึ้นรอบใหม่ ทองไทยแตะ 69,200 บาท
อนุทิน คุย Google สนใจเป็นบริษัทกลุ่มแรกลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
Politics อนุทิน คุย Google สนใจเป็นบริษัทกลุ่มแรกลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
Royal Enfield ชวนนักบิด แข่ง ‘Slide School’ เป็นตัวแทน ‘ทีมไทย” ไปแข่งระดับโลก
Automotive Royal Enfield ชวนนักบิด แข่ง ‘Slide School’ เป็นตัวแทน ‘ทีมไทย” ไปแข่งระดับโลก
‘การกุศล’ สะท้อนรัฐล้มเหลว? ไทยพึ่งเงินบริจาค แต่ต่างชาติพึ่งระบบสวัสดิการ
Politics ‘การกุศล’ สะท้อนรัฐล้มเหลว? ไทยพึ่งเงินบริจาค แต่ต่างชาติพึ่งระบบสวัสดิการ
คปภ. เผยเคลมประกันภัยพิบัติทะลุ 1,000 ราย เร่งจ่ายใน 15 วัน ดัน AI ประเมินเสียหาย
Finance คปภ. เผยเคลมประกันภัยพิบัติทะลุ 1,000 ราย เร่งจ่ายใน 15 วัน ดัน AI ประเมินเสียหาย
ZEEKR PRIMUS อัดแคมเปญ มอบสิทธิพิเศษกว่า 500,000 บาท
Automotive ZEEKR PRIMUS อัดแคมเปญ มอบสิทธิพิเศษกว่า 500,000 บาท
คลังสั่งสรรพสามิตพิจารณาเกณฑ์ MIT คำนวณอัตราภาษีจาก Local Content ยันไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น
Finance คลังสั่งสรรพสามิตพิจารณาเกณฑ์ MIT คำนวณอัตราภาษีจาก Local Content ยันไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น
สหรัฐ ดัน ‘Super AI’ จับมือไทย ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล-ไซเบอร์
Tech สหรัฐ ดัน ‘Super AI’ จับมือไทย ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล-ไซเบอร์
กทม.ขยาย ‘ถนนซอยปลูกจิต’ เป็น 4 เลน เชื่อมโครงข่าย บรรเทารถติด ‘วิทยุ-พระรามที่ 4’
Real Estate กทม.ขยาย ‘ถนนซอยปลูกจิต’ เป็น 4 เลน เชื่อมโครงข่าย บรรเทารถติด ‘วิทยุ-พระรามที่ 4’
ดูทั้งหมด

เงินเดือนหมื่นห้า แต่ยอมจ่าย 8 แสน ! กางตัวเลข “โกงสอบท้องถิ่น” กี่ปีถึงคืนทุน

24 มิ.ย. 2569 | 15:30น.

สะเทือนวงการสีกากี ! หลังนายกฯ สั่งล้างกระดานกรณีโกงสอบ ปรับผลสอบข้าราชการท้องถิ่นเป็น “โมฆะ” ปมทุจริตครั้งมโหฬาร ชวนกางตัวเลขคณิตคิดเร็ว เงินใต้โต๊ะ 3.5-8 แสนบาท กับฐานเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะ “คืนทุน” พร้อมฟังเสียงสะท้อนจาก “ดร.มานะ นิมิตรมงคล” เตือน “มะเร็งร้าย” ที่กัดกินและขวางทางปฏิรูประบบราชการไทย

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศกับกรณีการทุจริต “โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น” ล่าสุดวันนี้ (24 มิ.ย.) “นายอนุทิน ชาญวีรกุล” นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งให้การสอบครั้งนี้เป็น “โมฆะ” สำหรับผู้ที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ

คำถามที่น่าสนใจและชวนคิดก็คือ เม็ดเงินจำนวน 350,000 ไปจนถึง 800,000 บาท ที่ผู้สมัครใจโกงยอมควักกระเป๋าจ่าย เพื่อแลกกับตำแหน่งราชการท้องถิ่นที่มี ฐานเงินเดือนเริ่มต้นไม่ถึง 15,000 บาท

พวกเขาต้องทำงานนานแค่ไหนถึงจะ “คืนทุน” ?

และ

สวัสดิการอะไรที่หอมหวานขนาดทำให้คนยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อแลกมันมา ?

กางตัวเลข นานแค่ไหนถึงจะ “คืนทุน”

หากเราคำนวณแบบโลกสวย แบบว่าผู้ที่เข้าไปทำงานจะเก็บเงินจาก “เงินเดือนสุทธิ” เพียงอย่างเดียว โดยสมมติให้บรรจุในตำแหน่งทั่วไป ฐานเงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 15,000 บาท และมีอัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ย 6% ต่อปี หรือประมาณปีละ 900 บาท แสดงว่าอาจจะใช้เวลาอยู่ที่ 2 ปี ถึง 4 ปี 2 เดือน
นี่คือการคิดจาก “รายได้รวม” แบบยังไม่หักค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

หากหักค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และเหลือเก็บเพียงเดือนละ 3,000-5,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนที่แท้จริงอาจต้องลากยาวไปถึง 7-15 ปี !

ในเมื่อตัวเลขระยะเวลาคืนทุนจากเงินเดือนปกติต้องใช้เวลานานขนาดนี้… ทำไมพวกเขายังยอมจ่าย ?

“ซื้ออนาคต-ช่องถอนทุน” การลงทุนระยะยาวที่ผลตอบแทนมหาศาล

คำตอบของคำว่า “คุ้มสุด ๆ” ในมุมมองของผู้จ่ายเงิน อาจแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ

1. สวัสดิการรัฐที่จับต้องได้และยั่งยืน

สำหรับหลายคน เงินก้อนที่จ่ายไปนั้น คือ การซื้อความมั่นคงให้ตัวเองและครอบครัวจนวันตาย

  • ค่ารักษาพยาบาล ครอบคลุมทั้งตัวเอง พ่อแม่ คู่สมรส และบุตร
  • บำเหน็จบำนาญ มีเงินใช้หลังเกษียณไปจนสิ้นอายุขัย
  • สิทธิการกู้เงิน เครดิตข้าราชการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ (เช่น สหกรณ์) ได้ง่ายและวงเงินสูงเพื่อไปต่อยอดชีวิต
  • ความมั่นคง วิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาดก็ไม่ตกงาน ไม่โดนเลิกจ้าง

2. โมเดล “ถอนทุนคืน”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มองแค่เงินเดือน แต่จ่ายเงินเพื่อเข้าไปถือ “อำนาจ” ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นแหล่งรวมงบประมาณพัฒนาพื้นที่ การจัดซื้อจัดจ้าง และโครงการต่าง ๆ เม็ดเงิน 8 แสนบาทอาจจะดูจิ๊บ ๆ ไปเลย หากเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่มีช่องทางรับ “ส่วนต่าง” หรือเงินใต้โต๊ะในอนาคต

มะเร็งร้ายระบบราชการ : ‘อำนาจและความลับ’

เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่กี่คน แต่คือ ‘มะเร็งร้าย’ เชิงโครงสร้าง ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการ “ลงทุน” ซื้ออนาคตในครั้งนี้ ดร.มานะมองว่า การใช้เงินซื้อความถูกต้องกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยไปแล้ว แต่มันเป็นความผิดปกติที่ยอมรับไม่ได้ ไม่ต่างจากการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง หรือการวิ่งเต้นเส้นสายในโรงเรียนนายสิบและหลักสูตรปลัดอำเภอที่เคยเกิดขึ้น

“แน่นอนเลย เหตุการณ์นี้เป็นการชี้ให้เราเห็นว่าเรากำลังเสี่ยงที่จะเกิดหายนะขึ้นในอนาคต การกระทำแบบนี้จะเป็นการทำลายระบบราชการของประเทศไทย”

ดร.มานะเตือนถึงความเสี่ยงของการ “ถอนทุนคืน” ไว้อย่างน่าสนใจว่า สังคมกำลังจะได้คนที่จ้องจะโกงและคนที่ไม่รู้เรื่องเข้าไปทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่ความแตกแยกในองค์กร เพราะคนในระบบรู้ดีว่าใครเข้ามาด้วยวิธีไหน และที่น่ากลัวที่สุดคือ คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นกำแพงขวางความเจริญของระบบข้าราชการไทย

“พวกเขาจะขัดขวางการปฏิรูประบบราชการเพราะเขาอยากโตมาแบบนี้… ทัศนคติที่จะบริการประชาชน หรือรักษาผลประโยชน์ขององค์กรมันจะไม่เกิดขึ้นโดยคนที่เข้ามาด้วยวิธีการคดโกง”

เมื่อเจาะลึกไปถึงรากเหง้าของปัญหา ดร.มานะชี้เป้าไปที่ระบบของรัฐที่ไม่เคยถูกพัฒนามานาน ตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ผูกขาดและไร้ความโปร่งใส ซึ่งหากทำลายเครือข่ายนี้ไม่ได้ สังคมไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤตอีกมากมาย

คำสั่งโมฆะ ชะตากรรมของ “คนดี” ที่ซวยไปด้วย

สำหรับประเด็นร้อนที่นายกรัฐมนตรีสั่งล้างกระดานจนทำให้ผู้สอบผ่านอย่างบริสุทธิ์ใจบางคนวิตกว่าต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วยนั้น ล่าสุดนายกฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมแล้วว่า จะไม่มีการเหมาเข่งและจะตรวจสอบตามกระบวนการเป็นรายบุคคลต่อไป

แต่ทาง ดร.มานะได้ให้สัมภาษณ์ก่อนที่จะมีการยืนยันดังกล่าวออกมา เขาเอ่ยว่า ถ้าจะมีการเหมาเข่งเกิดขึ้นจริงก็เข้าใจการตัดสินใจของนายกฯ แม้จะเห็นใจคนที่ต้องเสียโอกาสจากระบบที่ไม่ยุติธรรมนี้ และมองว่าหากในอนาคตการสอบสวนสามารถแยกแยะคนจ่ายเงินออกจากคนบริสุทธิ์ได้ชัดเจน ก็ควรจะมีการเยียวยาเกิดขึ้น

แต่สำหรับกลุ่มคนที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง ดร.มานะฝากคำถามชวนคิดไว้ว่า

“เราก็อยากเห็นเหมือนกันนะว่าคนที่เขาจ่ายเงินจ่ายทองเนี่ยเขาจะทบทวนตัวเองยังไง เขาจะยอมรับชะตากรรมที่ตัวเองและครอบครัวยอมลงทุนไปในสิ่งที่ผิดไหม แล้วต่อไปในวันข้างหน้าเนี่ยพวกเขาจะทำยังไง”

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ตำรวจ ป.ป.ช. และกระทรวงมหาดไทย ขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ให้หมด ไม่เว้นแม้แต่ข้าราชการระดับสูงหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย โดยต้องตั้งข้อหาให้หนักที่สุด และที่สำคัญคือต้องเรียกค่าเสียหาย 133 ล้านบาท ที่รัฐจ่ายเป็นค่าจ้างจัดสอบคืนจากคนโกงกลุ่มนี้ด้วย

บทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ ดร.มานะทิ้งท้ายกุญแจสำคัญในการล้างบางทุจริตไว้อย่างหนักแน่นว่า

“กุญแจของคอร์รัปชั่น คือ อำนาจและความลับ เราจะต้องเปิดเผยและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุดครับ”