ไม่ใช่อียิปต์แต่เนียนกริบ! ‘โมร็อกโก’ ราชาสวมรอยหนังฮอลลีวูดโลก โกยรายได้ 4.7 แสนล้าน
Soft Power สุดเจ๋ง! โมร็อกโกที่ไม่ได้มีดีแค่ฟุตบอล เปลี่ยนภูมิศาสตร์เป็นซัพพลายเชนหนังฮอลลีวูดบิ๊กโปรเจกต์อันโด่งดังทั้ง Inception, The Mummy, Game of Thrones และ John Wick 3 ปูพรมกลยุทธ์ “Film Tourism” จากหน้าจอสู่ผืนทรายซาฮาร่า ดันยอดนทท.พุ่ง 19.8 ล้านคน ครองแชมป์อันดับ 1 ทวีปแอฟริกา โกยเงินต่างชาติกว่า 4.7 แสนล้านบาท
ชัยชนะอย่างดุเดือด 4-2 ของทีมชาติโมร็อกโกเหนือเฮติในแมตช์ล่าสุด ไม่เพียงแต่ตอกย้ำความร้อนแรงของทัพ “สิงโตแห่งเทือกเขาแอตลาส” ในเวทีลูกหนังโลก แต่ยังเป็นแรงดึงดูดให้สปอตไลท์ทุกดวงหันมาจับจ้องดินแดนแอฟริกาเหนือแห่งนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ทว่าความสำเร็จของประเทศที่หลายคนเพิ่งเริ่มรู้จักไม่นานนั้นไม่ได้มีดีแค่เรื่องฟุตบอล แต่ ‘โมร็อกโก’ คือ ‘เสือซ่อนเล็บทางเศรษฐกิจ’ ที่ใช้กลยุทธ์ ‘Soft Power’ สุดแยบยลในการแปลงภูมิศาสตร์ในประเทศให้เป็น “สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก” กวาดเงินทุนข้ามชาติจากสตูดิโอฮอลลีวูดระดับพันล้านอย่าง The Inception, The Mummy, Game of Thrones, และ John Wick 3
ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวและปูพรมสู่การท่องเที่ยวทะเลทรายซาฮาร่า กลายเป็นปัจจัยหลักที่ปั๊มเม็ดเงินต่างชาติเข้าประเทศปีละนับแสนล้านบาท และกุมสัดส่วนเศรษฐกิจสูงถึง 12.2% ของ GDP ในปัจจุบัน
4 ฮอลลีวูดบล็อกบัสเตอร์ ที่ถ่ายทำใน “โมร็อกโก”
ความเจ๋งของโมร็อกโกในอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก คือ การเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์จินตนาการของผู้กำกับชั้นครูได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเนียนเป็นประเทศอื่น เป็นโลกสมมติ ไปจนถึงการเป็นตัวเองที่เท่ที่สุด ผ่าน 4 แฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ที่ทำเงินถล่มทลายทั่วโลก
Inception (2010): สมรภูมิไล่ล่าของ “คริสโตเฟอร์ โนแลน”
ภาพยนตร์ไซไฟ-ทริลเลอร์ระดับขึ้นหิ้งที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปมหาศาลถึง 839 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำแสดงโดยตัวพ่ออย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ร่วมด้วย ทอม ฮาร์ดี และคิลเลียน เมอร์ฟี กับฉากไอคอนิกอย่าง “การไล่ล่าในเมืองมอมบาสา ประเทศเคนยา”
ในความเป็นจริงแล้ว “คริสโตเฟอร์ โนแลน” ผู้กำกับวิสัยทัศน์ล้ำที่กำลังกำกับโปรเจกต์ฟอร์มยักษ์แห่งปี 2026 อย่าง The Odyssey ก็เป็นผู้กำกับของหนังเรื่องนี้เช่นกัน เขาเลือกใช้ เมืองแทนเจียร์ (Tangier) ของโมร็อกโกเนรมิตขึ้นมาทั้งหมด ตรอกซอกซอยที่คดเคี้ยวในย่านเมดินาโบราณ กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบโครงสร้างมิติความฝันของหนังเรื่องนี้
The Mummy (1999): สวมรอยเป็น “อียิปต์โบราณ”
ภาพยนตร์แอ็กชัน-ผจญภัยระดับตำนาน นำแสดงโดย เบรนแดน เฟรเซอร์ ทำรายได้ทั่วโลกไป 418 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผู้ชมทั้งโลกคงจดจำฉากกรุงไคโรโบราณ และเมืองลึกลับกลางผืนทรายอย่าง “ฮามูนาปตรา” กันได้ แต่กองถ่ายไม่ได้เดินทางไปถ่ายทำที่ประเทศอียิปต์เลยแม้แต่วันเดียว!
เนื่องจากข้อจำกัดด้านความมั่นคงในขณะนั้น รัฐบาลโมร็อกโกจึงเสนอพื้นที่เมืองวาร์ซาเซต (Ouarzazate) และทะเลทรายในเมืองแอร์ฟูด (Erfoud) ให้ถ่ายทำแทน จนกลายเป็นพิมพ์เขียวที่หนังแนวอียิปต์และทะเลทรายแทบทุกเรื่องต้องวิ่งมาใช้บริการ
Game of Thrones: เนียนบทโลกสมมติ “ทวีปเอสซอส”
ซีรีส์แฟนตาซีอันดับหนึ่งของโลก มูลค่าแฟรนไชส์ระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำแสดงโดย เอมิเลีย คลาร์ก และ คิต แฮริงตัน โดยทีมสร้างเลือกใช้เมืองท่าชายฝั่งอย่าง เอซซาวีรา (Essaouira) เนียนเป็น “เมืองแอสตาปอร์” และใช้ป้อมดินมรดกโลกอย่าง ไอต์ เบน ฮาดดู (Aït Benhaddou) เนียนเป็น “เมืองยุงไค” ซึ่งฉากเหล่านี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่แฟนซีรีส์ทั่วโลกต้องเดินทางมาเช็กอินสักครั้งในชีวิต
John Wick: Chapter 3 – Parabellum
ภาพยนตร์โคตรนักฆ่าที่นำแสดงโดย คีอานู รีฟส์ กวาดรายได้ทั่วโลกไป 326 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในภาคนี้ ‘จอห์น วิค’ ต้องหนีการตามล่ามายังเมืองคาซาบลังกาและลุยผืนทรายซาฮาร่าเพื่อไปพบผู้คุมกฎสูงสุด รอบนี้โมร็อกโกไม่ได้สวมรอยเป็นประเทศอื่นใด แต่โชว์ความดิบ ความหรูหรา และอัตลักษณ์ของประเทศตัวเองตรงๆ ส่งผลให้แบรนด์ดิ้งของประเทศดูโมเดิร์นและโฉบเฉี่ยวขึ้นทันที
Cash Rebate 30% ‘ยาแรงใหม่’ ดึงเงินทุนข้ามชาติ
เหตุผลที่สตูดิโอยักษ์ใหญ่ยอมขนอุปกรณ์และนักแสดงแถวหน้าข้ามโลกมาที่นี่ ไม่ใช่แค่เพราะวิวทิวทัศน์ที่ตรงตามคอนเซปต์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ “มาตรการทางภาษีและสิทธิประโยชน์” ที่รัฐบาลโมร็อกโกออกแบบมาเพื่อชิงเค้กเม็ดเงินก้อนโต
ข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติโมร็อกโก (CCM) ระบุว่า รัฐบาลโมร็อกโกได้ทำการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์สัญญากองถ่ายต่างประเทศขึ้นเป็น Cash Rebate ที่คืนเงินสดสูงถึง 30% (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 20%) โดยมีเงื่อนไขกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นคือ กองถ่ายต้องมียอดใช้จ่ายในประเทศไม่ต่ำกว่า 10 ล้านดีแรห์ม ตีมูลค่าเป็นประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ บาท ต้องมีระยะเวลาถ่ายทำหรือสร้างฉากไม่น้อยกว่า 18 วันด้วย
มาตรการนี้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาพยนตร์ในโมร็อกโกถูกกว่าการถ่ายทำในฝั่งตะวันตกหลายเท่าตัว และทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากทันที ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร แรงงานก่อสร้างฉาก ไปจนถึงคนดูแลอูฐในท้องถิ่น อ้างอิงข้อมูลมาตรการภาษีภาพยนตร์จาก Screen Daily
ขยายผลการท่องเที่ยวซาฮาร่า 4 แสนล้านบาท
โมร็อกโกมองว่า ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ทุกเรื่อง คือ สปอตโฆษณาประเทศชิ้นโตที่เปิดให้คนดูฟรีทั่วโลก สิ่งนี้จุดกระแส “Film Tourism” หรือการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเพื่อวิ่งไล่ล่าแบบ Inception ในแทนเจียร์ ขี่อูฐตามรอย The Mummy หรือเดินชมป้อมดินตามรอย Game of Thrones ก่อนที่บริษัททัวร์ท้องถิ่นจะลากโยงเข้าสู่แพ็กเกจ “การท่องเที่ยวทะเลทรายซาฮาร่า” ผ่านกิจกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มต่างๆ ทั้งธุรกิจเต็นท์หรูติดแอร์ ทัวร์รถ ATV ตะลุยสันทราย และธุรกิจนำเที่ยวดูดาวกลางทะเลทราย
รายงานดัชนีผลกระทบทางเศรษฐกิจโดย สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับโมร็อกโกสูงถึง 18.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 12.2% ของ GDP ทั้งประเทศ โดยสามารถกวาดรายได้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเข้าประเทศสุทธิอยู่ที่ 11.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 3.9 – 4.1 แสนล้านบาทต่อปี
Reuters ระบุว่า กระทรวงการท่องเที่ยวโมร็อกโก รายงานสถิติทุบประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในปี 2025 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าประเทศถึง 19.8 ล้านคน พุ่งทะยานสู่อันดับหนึ่งของทวีป ส่งผลให้โมร็อกโกกลายเป็นประเทศที่ต้อนรับผู้มาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในแอฟริกาแซงหน้าประเทศอียิปต์
โมร็อกโกสามารถปั๊มเม็ดเงินต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.7 แสนล้านบาทต่อปี พร้อมปูพรมระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมอย่างเร่งด่วน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกในปี 2030 ร่วมกับสเปนและโปรตุเกส โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ถัดไปไว้ที่ 26 ล้านคน
นอกจากทีมชาติจะโดดเด่นในฟุตบอลโลก 2026 แล้ว โมร็อกโกแสดงให้เห็นว่า Soft Power ที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การนำเอาวัฒนธรรมเก่าแก่มาอวดโชว์ แต่คือการ “ปรับเปลี่ยนต้นทุนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ” ที่ตอบโจทย์กลุ่มทุนระดับโลก
ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่กองถ่ายต่างประเทศชื่นชอบ แต่ส่วนใหญ่มักจะเข้ามาถ่ายทำโดยรับบทเป็นประเทศไทยหรือจำกัดอยู่แค่ฉากธรรมชาติ หากไทยสามารถถอดรหัสความสำเร็จของโมร็อกโก ยกระดับโรงถ่ายและสตูดิโอให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนามาตรการทางภาษีและสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้
เราอาจจะสามารถเปลี่ยนตัวเองจากแค่ “โลเคชั่นทางเลือก” ให้กลายเป็น “ฮอลลีวูดแห่งเอเชีย” ที่สร้างงาน สร้างรายได้ และปั๊มเงินเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว