จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
สภาผู้บริโภคเปิดเกมรุกผลักดันสิทธิผู้เรียน ย้ำสำเร็จการศึกษาต้องได้เอกสาร ปพ.1 ไร้เงื่อนไข ชี้ปมสถานศึกษากักประกาศนียบัตรซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ-ตัดโอกาสเข้าตลาดแรงงาน ล่าสุด ศธ. รับลูกเตรียมปรับปรุงเกณฑ์เก็บเงินบำรุงการศึกษา พร้อมชงรัฐอัดฉีดงบฯ สมทบช่วยโรงเรียนแบกหนี้
สภาผู้บริโภคจัดแถลงข่าว “สิทธิของผู้เรียน เรียนจบต้องได้ใบจบ” เพื่อสร้างการรับรู้ ย้ำสิทธิพื้นฐานของผู้เรียน และผลักดันการแก้ไขเชิงนโยบายเพื่อยุติปัญหาการกักเอกสารสำคัญทางการศึกษาเพราะค้างชำระค่าใช้จ่าย
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การศึกษาเป็นหนึ่งในงาน 9 ด้านที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อน เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงอย่างเสมอภาค ไม่ควรถูกจำกัดเพียงเพราะครอบครัวไม่มีเงินชำระค่าเทอมหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าห้องเรียนพิเศษ ค่าห้องดนตรี หรือค่ากิจกรรมต่าง ๆ
“ใบจบการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการศึกษาต่อและการเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงไม่ควรปล่อยให้ปัญหาเรื่องเงินกลายเป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นอนาคตของเด็ก” นางสาวสารีกล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีเป้าหมายในการสร้างความเข้าใจให้ผู้ปกครองรับรู้ว่า กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่เห็นด้วยกับการกักใบจบเพื่อเรียกเก็บเงิน ทั้งนี้ หากพบกรณีสถานศึกษากักใบแสดงผลการเรียนหรือประกาศนียบัตรเพราะค้างชำระค่าใช้จ่าย สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกระทรวงศึกษาธิการ 1579 หรือผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้บริโภค www.tcc.or.th ร่วมกันยุติการละเมิดสิทธิของผู้เรียน และผลักดันให้ปัญหานี้หมดไป

ด้าน นายอรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สิทธิในการศึกษาได้รับการรับรองทั้งตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ดังนั้น การศึกษาจึงไม่ใช่สิทธิที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มา และฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวไม่ควรถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการจำกัดสิทธิของผู้เรียน
นายอรรถพลย้ำว่า สิทธิการศึกษาถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยปี 2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ดังนั้น เมื่อผู้เรียนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร โรงเรียนมีหน้าที่ต้องออกใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) และประกาศนียบัตรโดยไม่มีเงื่อนไข ห้ามนำเอกสารดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองหรือกักไว้เพื่อเรียกเก็บหนี้ เพราะการไม่มีใบจบอาจทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนต่อหรือการทำงาน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว
“การศึกษาเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิทธิที่ต้องซื้อเพิ่ม การสำเร็จการศึกษาและการได้รับเอกสารสำคัญทางการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้เรียนทุกคน ไม่ควรถูกจำกัดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ หรือถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการติดตามหนี้ เพราะการที่เด็กทุกคน เรียนจบและได้ใบจบ คือหลักประกันสำคัญที่จะเปิดโอกาสในการศึกษาต่อ การทำงาน และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต” นายอรรถพลกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับความคืบหน้าในการผลักดันเชิงนโยบาย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคได้หารือกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระทรวงเห็นชอบในหลักการที่จะทบทวนและปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2554 เพื่ออุดช่องว่างที่เอื้อให้เกิดการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจนกระทบต่อสิทธิของผู้เรียน
พร้อมกันนี้ สภาผู้บริโภคเห็นว่า การแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินควบคู่ทั้งการคุ้มครองสิทธิผู้เรียนและการสนับสนุนสถานศึกษา จึงเสนอให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการ 5 ข้อ ได้แก่
- ปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554 ให้แยกสิทธิทางการศึกษาออกจากภาระหนี้สินอย่างชัดเจน
- เพิ่มงบประมาณอุดหนุนแก่สถานศึกษาตามความจำเป็น โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีผู้เรียนยากจนและเปราะบาง
- จัดตั้งกลไกหรือกองทุนระดับพื้นที่เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
- กำหนดหลักเกณฑ์ อัตรา และเพดานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายให้เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ หากมีความจำเป็นต้องเรียกเก็บ
- พัฒนาระบบเฝ้าระวังและช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย พร้อมคุ้มครองผู้ร้องเรียนจากการถูกเลือกปฏิบัติ