เอกชนชงตั้ง ‘กรอ.พลังงาน’ เปิดเสรีรับเมืองคาร์บอนต่ำ
5 องค์กรพลังงาน เร่งรัฐตั้ง กรอ.พลังงาน ขับเคลื่อนปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อกกฎระเบียบล้าสมัย เปิดตลาดเสรีพลังงาน พร้อมพัฒนาคนไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำ
นายพิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการพลังงาน หอการค้าไทย กล่าวภายในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 ว่า 5 องค์กรพันธมิตรพลังงาน กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE 100), มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน และ บริษัท อินฟอร์มา มาเก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด แสดงถึงความกังวลที่ปัจจุบันประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคในเรื่องของกฎระเบียบที่ล้าหลังมากกว่าเงินทุนและเทคโนโลยี จึงมีความจำเป็นที่รัฐเร่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชนด้านพลังงาน (กรอ.พลังงาน) ขึ้นมาทันที เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการ
รวมถึงปลดล็อกมาตรการ Zero Export ซึ่งเป็นระบบกันไฟฟ้าไหลย้อนกลับที่ใช้ในระบบโซลาร์เซลล์ (เช่น ระบบ On-Grid) เพื่อทำหน้าที่ ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตเกินความต้องการใช้งานในบ้าน ไหลย้อนออกไปสู่สายส่งของการไฟฟ้า นอกจากนี้รัฐยังต้องเร่งระบบอนุญาตจุดเดียว (One Stop Service)
สำหรับแนวทาง ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและตลาดไฟฟ้าของไทย เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่เสนอต่อรัฐบาลมี 4 ข้อ คือ 1.เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า ผ่านระบบ Third Party Access (TPA) ที่เปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้โครงข่ายของรัฐได้ และ Direct PPA ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าทำสัญญาซื้อขายกันโดยตรง
พร้อมเสนอให้ทดลองใช้ในนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ EEC (Sandbox) เพื่อสนับสนุนแผน PDP 2026 และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เกิน 70% 2.พัฒนาบุคลากรรองรับระบบไฟฟ้ายุคใหม่ ด้วยการเร่ง Upskill และ Reskill วิศวกร เพื่อรองรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC 3.0) 3.สร้างกลไกการเงินสนับสนุนการลงทุน
เช่น กองทุนค้ำประกันความเสี่ยง, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการโซลาร์ (Solar Soft Loan) และกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) รองรับมาตรการ CBAM และผลักดันการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) 4.เร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ด้วยพิมพ์เขียวปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและกริดพลังงาน ที่เตรียมผลักดันให้จัดตั้ง กรอ.พลังงาน
นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันระบบไฟฟ้าของไทยเป็นระบบรวมศูนย์ โดยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าก่อนส่งผ่านระบบสายส่งและสายจำหน่ายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า การไหลของไฟฟ้าเป็นแบบทิศทางเดียว ทำให้ผู้ใช้มีบทบาทเพียงผู้บริโภคและทางเลือกในการซื้อขายไฟฟ้ายังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคตควรจะเปลี่ยนเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นและกระจายตัวมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้มีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลาย ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองจากโซลาร์รูฟท็อป และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ หรือที่เรียกว่า Prosumer ส่งผลให้การไหลของไฟฟ้าเป็นแบบสองทิศทาง และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือ Smart Grid เข้ามาบริหารจัดการระบบให้มีเสถียรภาพมากขึ้น