เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

พลิกคาร์บอน เป็น โปรตีน สนค.ชี้โอกาสไทยรุกตลาดอาหารอนาคต 3.91 แสนล้านดอลลาร์

29 มิ.ย. 2569 | 15:17น.

“สนค.” เปิดเกมดันไทยคว้าโอกาสอุตสาหกรรมอาหารอนาคต ชู “โปรตีนจากคาร์บอน” นวัตกรรมเปลี่ยนก๊าซ CO₂ เป็นโปรตีนทางเลือก ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงอาหาร-ลดก๊าซเรือนกระจก-สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ หลังตลาดโปรตีนทางเลือกโลกจ่อโตจากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 3.91 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2033 ชี้ไทยมีจุดแข็งทั้งฐานอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และแหล่งคาร์บอนจากภาคพลังงาน พร้อมปั้นเป็น Product Champion ใหม่ สอดรับเป้าหมาย Net Zero 2050

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต พบว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” หรือ Carbon-based Protein เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์พร้อมกันทั้งความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยหลายประเทศเริ่มขยับจากงานวิจัยเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว

“ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน” นายนันทพงษ์กล่าว

นายนันทพงษ์ระบุว่า แนวคิดของโปรตีนจากคาร์บอน คือการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO₂ จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบผ่านกระบวนการทางชีวภาพ โดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้เป็นชีวมวลที่อุดมด้วยโปรตีน ก่อนนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ปี 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO₂ สูงถึง 239.6 ล้านตัน แม้ไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.79% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก แต่ถือว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และสะท้อนว่าไทยมีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า คมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ

สนค.มองว่า หากไทยนำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Utilization: CCU มาประยุกต์ใช้ จะไม่เพียงช่วยลดภาระด้านมลพิษ แต่ยังต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง โดยการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้แข่งกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย

สำหรับแนวโน้มตลาดโลก SkyQuest Technology บริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตจากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 3.91 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี หรือ CAGR ที่ 18.5% ตามแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น

นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย โปรตีนจากคาร์บอนสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero 2050 เนื่องจากการนำ CO₂ จากภาคส่วนต่าง ๆ มาผลิตเป็นโปรตีน จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อม เพิ่มมูลค่าให้คาร์บอน และลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

ขณะเดียวกัน โปรตีนจากคาร์บอนยังมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และลดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งปล่อย CO₂ ก็จะช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น

นายนันทพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยมีโอกาสยกระดับจากผู้ผลิตอาหารดั้งเดิม ไปสู่ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคตที่มีมูลค่าสูง

“หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม และเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืน” นายนันทพงษ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คาร์บอน สนค. โปรตีน