สนค. คาดส่งออกปี’69 มีสิทธิโตพุ่ง 8%
สนค.ประเมินส่งออกไทยปี 2569 มีโอกาสขยายตัวถึง 8% แตะ 366,858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.7 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ 7 เดือนที่เหลือของปีต้องทำให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 29,245.7 ล้านดอลลาร์ ชี้แรงส่งจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์-ดีมานด์ AI ยังหนุน พร้อมจับตาปัจจัยสหรัฐทั้งภาษี Forced Labor ดุลการค้า และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 ว่ายังประเมินว่ามีโอกาสขยายตัวได้ 8% ภายใต้กรณีที่ค่อนข้างดีถึงดีที่สุด โดยคาดว่ามูลค่าส่งออกทั้งปีจะอยู่ที่ 366,858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทที่อัตรา 32 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับ 11.7 ล้านล้านบาท ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมายดังกล่าว จะถือเป็นมูลค่าส่งออกสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของไทย ขณะที่ปี 2568 อยู่ที่ 11.13 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ หากต้องการให้ส่งออกทั้งปี 2569 ขยายตัว 8% ในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปี การส่งออกต้องทำมูลค่าเฉลี่ยเดือนละ 29,245.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 7 เดือน 204,719.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยหลักที่ทำให้การส่งออกขยายตัวโดดเด่นมาจากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เร่งตัวขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทั่วโลก โดยในช่วงต้นปีส่งออกบางเดือนขยายตัวได้สูงถึง 20% กว่า ซึ่งเป็นผลจากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งแม้เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังต้องประเมินต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางขนส่ง ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์ เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย อีกทั้งทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อโลกผ่อนคลาย ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศปรับดีขึ้น เพิ่มโอกาสการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี
ในด้านสมมติฐานราคาน้ำมัน สนค.ประเมินว่าในช่วงที่เหลือของปีราคาน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่กรณีดีที่สุด หากการดำเนินการด้านน้ำมันที่หยุดชะงักสามารถกลับมาได้ภายใน 3-4 เดือน มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลงมาอยู่ใกล้ระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นปีหน้า
นายนันทพงษ์ระบุว่า หากไม่มีปัจจัยสงครามหรือเหตุการณ์ใหม่เข้ามากดดัน การส่งออกไทยมีโอกาสขยับไปใกล้ระดับ 10% ได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังต้องประเมินบนสมมติฐานที่มีความไม่แน่นอน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อโลก และมาตรการการค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของไทย ซึ่งไทยยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐต่อเนื่อง โดยเดือนพฤษภาคม 2569 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐ 5,457 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 เกินดุล 26,976.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นการสร้างสมดุลทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐถือเป็นประเด็นสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญ และอยู่ระหว่างพูดคุยเพื่อให้เกิดแนวทางที่สอดคล้องกับประโยชน์ของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการพิจารณาสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าเกษตร ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ ขณะเดียวกันต้องช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ SMEs และสนับสนุนความร่วมมือกับผู้ผลิตของสหรัฐ
นอกจากนี้ไทยยังพยายามผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐให้มากขึ้นเพื่อให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศมีความสมดุลและเกื้อหนุนกันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการพิจารณาดุลการค้าในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ต้องดูบทบาทของไทยในซัพพลายเชนโลกด้วย
สำหรับประเด็นมาตรการของสหรัฐ โดยเฉพาะกรณี Forced Labor หรือแรงงานบังคับ นายนันทพงษ์กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากสหรัฐยังเปิดให้ไทยส่งคำชี้แจง และยังมีขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป โดยสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ โซลาร์เซลล์ สิ่งทอ เม็ดพลาสติก และกุ้ง เป็นต้น ซึ่งสินค้ากลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับ Forced Labor และส่งออกไปตลาดสหรัฐมีสัดส่วนประมาณ 7.9% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด
“ถ้าดูสัดส่วนของสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ยังไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกรวม เพราะฉะนั้นเป้าหมายการส่งออกขยายตัว 8% ยังถือว่าอยู่ในสโคปที่เป็นไปได้ แต่แน่นอนว่าต้องติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรการสหรัฐอย่างใกล้ชิด” นายนันทพงษ์กล่าว
สำหรับโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมมีสัดส่วน 13.5% ของมูลค่าส่งออกรวม ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมมีสัดส่วน 83.9% และสินค้าแร่และเชื้อเพลิงมีสัดส่วน 2.7% สะท้อนว่าการส่งออกไทยในปีนี้ยังขับเคลื่อนหลักจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีโลก
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ใช้คำนวณอยู่ที่ประมาณ 32.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าส่งออกทั้งปีที่ประเมิน 366,858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 11.7 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามในช่วง 6 เดือนข้างหน้ายังต้องติดตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทั้งค่าเงิน ต้นทุนพลังงาน และทิศทางการส่งออกของไทย