‘ศุภจี’ นำทีมบุกสหรัฐ 15-17 ก.ค. ปิดดีล ART หวังลดแรงกดดันภาษี 301
ศุภจี เตรียมนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐ ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2569 เพื่อเร่งหาข้อยุติการเจรจาความตกลง ART กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยหวังให้การเจรจาเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสลดผลกระทบจากมาตรการภาษีมาตรา 301 พร้อมผลักดันสินค้าส่งออกไทยกว่า 1,000 รายการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เข้าสู่บัญชียกเว้นภาษี
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคมนี้ จะนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐ เพื่อหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายสำคัญคือการเร่งหาข้อยุติการเจรจาความตกลง ART ซึ่งไทยและสหรัฐได้หารือกันมาแล้วหลายรอบ และต้องการผลักดันให้การเจรจาแล้วเสร็จโดยเร็ว
การเร่งปิดการเจรจา ART มีความสำคัญ เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการพิจารณามาตรการภาษีตามมาตรา 301 ของสหรัฐ โดยในการพิจารณารอบแรก ประเทศที่สามารถสรุปความตกลง ART ได้แล้ว จะได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าประเทศที่ยังไม่สามารถสรุปการเจรจาได้ ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงต้องเร่งผลักดันการเจรจาให้จบ
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไทย เพราะไทยมีความพร้อมในการเจรจา แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการของสหรัฐ ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการในคดีมาตรา 301 ส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ที่ยังไม่มีข้อสรุป และสหรัฐต้องใช้เวลาเจรจากับหลายประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถประเมินกรอบเวลาที่ชัดเจนได้
สำหรับประเด็นที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไทยไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การใช้สารเร่งเนื้อแดง และข้อกำหนดเกี่ยวกับประเทศที่อยู่ในบัญชี Country of Concern ซึ่งอาจกระทบต่อการเจรจาและความร่วมมือทางการค้าของไทยกับประเทศอื่นในอนาคต โดยไทยจะใช้การเจรจาเพื่ออธิบายเหตุผลและหาทางออกที่เหมาะสมกับทั้งสองฝ่าย
นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากการเจรจาความตกลงแล้ว ไทยยังได้เสนอขอให้สหรัฐยกเว้นภาษีสินค้าส่งออกของไทยรวม 6 กลุ่มสินค้า ครอบคลุมสินค้ากว่า 1,000 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท โดยมี ข้าวหอมมะลิ เป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ไทยเสนอให้ได้รับการยกเว้นภาษี
หลักการที่ไทยใช้ในการเสนอขอยกเว้น คือ สินค้าที่สหรัฐไม่สามารถผลิตได้เอง หรือเป็นวัตถุดิบและสินค้าในห่วงโซ่อุปทานที่สหรัฐต้องนำไปผลิตต่อ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และช่วยลดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมสหรัฐ
“สิ่งที่ไทยเสนอไปเป็นข้อเสนอที่สมเหตุสมผล เพราะเราไม่ได้ขอให้ยกเว้นสินค้าที่สหรัฐผลิตได้เอง แต่เป็นสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อห่วงโซ่อุปทานของเขา ซึ่งในหลักการก็ควรได้รับการพิจารณา”
นางศุภจี กล่าวว่า จากการหารือกับ USTR ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงการประสานงานผ่านกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ฝ่ายสหรัฐมีท่าทีที่ดีและให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมายาวนานกว่า 190 ปี อีกทั้งกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ เป็นการดำเนินธุรกิจของบริษัทสหรัฐที่เข้ามาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิต จึงเชื่อว่าข้อมูลและเหตุผลที่ไทยนำเสนอจะได้รับการรับฟัง แม้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอัตราภาษีของไทยจะปรับลดลงจากระดับปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด