ทรัมป์แจ้งกลับมาปิดล้อมทางทะเลอิหร่าน เรียกร้องเงินชดเชย 20 % สินค้าผ่านฮอร์มุซ
ผู้นำสหรัฐประกาศกลับมาใช้แผนปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านและเรียกร้องการเก็บเงินชดเชย 20 % สินค้าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากการทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ” ของสหรัฐ พร้อมขู่ถล่มเขาพิกแอ็กซ์
บลูมเบิร์ก (bloomberg) และอัลจาซีราห์ (Al Jazeera) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐประกาศบนทรูทโซเชียลวันที่ 13 กรกฎาคม เวลาท้องถิ่นว่า กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือสัญชาติอิหร่านที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสหรัฐจะเป็นผู้คุ้มครองและรักษาความปลอดภัยเส้นทางน้ำนี้ พร้อมเรียกร้องเงินชดเชย 20 % จากสินค้าทั้งหมดที่ขนส่งผ่าน
กองทัพสหรัฐจะเริ่มดำเนินการปิดล้อมเส้นทางสัญจรไปและกลับจากท่าเรือรวมถึงพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่านอีกครั้ง และสหรัฐเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐ (Centcom) แถลงว่า กองทัพสหรัฐจะเริ่มดำเนินการปิดล้อมเส้นทางสัญจรไปและกลับจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่านอีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม เวลา 16:00 น. ตามเวลานิวยอร์ก และในเวลาต่อมา Centcom โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ณ เวลา 16:45 น. ของวันที่ 13 กรกฎาคม สหรัฐเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่สามติดต่อกันแล้ว
ทรัมป์ให้คำมั่นว่าสหรัฐ จะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป โดยเขากล่าวในรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุ “Hugh Hewitt Show” ว่า “คืนนี้เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก และพรุ่งนี้เราก็จะโจมตีพวกเขาอย่างหนักเช่นกัน” หลังจากนั้นในห้องทำงานรูปไข่ เขาได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่านในทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบนี้
ผู้นำสหรัฐยังขู่โจมตี ภูเขาพิกแอ็กซ์ (Pickaxe Mountain) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนาทานซ์ (Natanz) ของอิหร่านที่ขณะนี้เสียหายอย่างหนักจากสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว เขาแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่น และเป็นที่ตั้งของอุโมงค์ลึกใต้ดินสองแห่ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอยู่ลึกเกินกว่าที่ระเบิดทำลายบังเกอร์ (Bunker Buster) ที่ทรงพลังที่สุดในคลังแสงของสหรัฐจะเจาะทะลวงเข้าไปถึงได้
“เรากำลังจับตาดู (เขาพิกแอ็กซ์) อย่างใกล้ชิด เราไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ ที่นั่น สถานการณ์ด้านนิวเคลียร์ของพวกเขาดูไม่ค่อยดีนัก ทุกครั้งที่เราได้ยินเรื่องนี้ เราก็ระเบิดมันทิ้งซะ พวกเขาเลยไม่ค่อยอยากจะพูดถึงมันเท่าไหร่ แต่เราก็น่าจะลองถล่มเขาพิกแอ็กซ์ดูสักตั้งในอีกไม่ช้าก็เร็วนี้” ทรัมป์กล่าว
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ โดยน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นประมาณ 10% ไปอยู่ที่เกือบ 83.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 16:15 น. ตามเวลานิวยอร์ก ในขณะที่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรปรับตัวลดลง
ประธานาธิบดีสหรัฐโพสต์ข้อความบนทรูทโซเชียลว่า ช่องแคบนี้ “จะยังคงเปิดอยู่ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอิหร่านก็ตาม” แม้ว่าเรือของอิหร่านจะถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าหรือออก แต่เรือของประเทศอื่น ๆ ยังคงสามารถแล่นผ่านได้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐจะต้องได้รับเงินชดเชยในอัตรา 20 % ของสินค้าทั้งหมดที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ เพื่อความยุติธรรมจากการทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ”
“จากจุดนี้เป็นต้นไป สหรัฐจะเป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ และเพื่อความยุติธรรมในการทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในช่องแคบที่ไร้เสถียรภาพอย่างมาก สหรัฐจะเก็บค่าชดเชย 20 % จากสินค้าทั้งหมดที่ขนผ่าน” ทรัมป์ระบุ
ทำเนียบขาวยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมของทรัมป์ รวมถึงวิธีบริหารจัดการ หรือได้มีการแจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวอาหรับแล้วหรือไม่
อันตรายในช่องแคบดังกล่าวชัดเจนขึ้นในคืนวันที่ 13 กรกฎาคม เมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เรือบรรทุกน้ำมันสองลำได้แก่ เรือมอมบาซา (Mombasa) และเรืออัล บาฮิยาห์ (Al Bahiyah) ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อนของอิหร่าน ส่งผลให้ชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 ราย
การประกาศของทรัมป์ในครั้งนี้ส่งผลให้ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในประเด็นเรื่องสถานะของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยฝั่งอิหร่านมองว่าความท้าทายใด ๆ ต่ออำนาจของตนในช่องแคบ ถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยูที่ทำไว้กับสหรัฐ
โดยข้อตกลงดังกล่าวระบุให้การเดินเรือเชิงพาณิชย์สามารถผ่านทางได้โดยไม่ต้องเสียค่าผ่านทางในช่วงระยะเวลาการเจรจา 60 วัน และกำหนดให้อิหร่านต้อง “ดำเนินการจัดระเบียบ” เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือของเรือต่าง ๆ ทั้งนี้ ทางอิหร่านยังคงยืนกรานว่าเรือทุกลำจะต้องได้รับอนุญาตและแล่นผ่านเส้นทางที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น
หลังจากเซ็น MOU ได้เพียงสัปดาห์เดียวก็เกิดเหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าสิงคโปร์ในวันที่ 25 มิถุนายน ขณะที่เรือดังกล่าวกำลังแล่นอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซจนได้รับความเสียหาย ซึ่งสหรัฐระบุว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน เหตุการณ์นี้ทำให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) ระงับแผนการอพยพลูกเรือและเรือจำนวนมากที่ตกค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกันสหรัฐได้ยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นการตอบโต้
และวันที่ 7 กรกฎาคมอิหร่านได้ละเมิด MOU อีกครั้ง ด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำ ซึ่งมีเรือของกาตาร์และซาอุดีอาระเบียอยู่ด้วยขณะแล่นผ่านช่องแคบ ทำให้ฝ่ายสหรัฐลงโทษด้วยการถล่มเป้าหมายในอิหร่าน 80 กว่าจุด ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วย คือยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอย่างบาห์เรนและคูเวต
รัฐบาลอิหร่านกล่าวว่า ข้อตกลงกับสหรัฐเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างไม่ต้องสงสัยและอิหร่านจะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง ตราบใดที่อีกฝ่ายยังคงละเมิด
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X เชิงล้อเลียนข้อเสนอเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมของทรัมป์
“อิหร่านเป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบนี้มาโดยตลอด และจะเป็นเช่นนั้น ตลอดไป” อารักชีโพสต์ “แน่นอนว่า 20% มันมากเกินไป แต่เราจะให้ความเป็นธรรม”
“อย่างน้อยที่สุดในทางวาทศิลป์ ดูเหมือนว่าทรัมป์กำลังพยายามเล่นเกมเดียวกับที่อิหร่านชอบเล่น” ฮอลลี แดเกรส นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวอชิงตันเพื่อนโยบายตะวันออกใกล้ (Washington Institute for Near East Policy) กล่าว “มั่นใจได้เลยว่า ฝ่ายอิหร่านจะไม่ยอมปล่อยช่องแคบนี้ไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน”
ความเสี่ยงด้านราคา
อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมใหม่ใด ๆ ก็ตามล้วนเสี่ยงที่จะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น โดยการเรียกเก็บเงินในอัตรา 20 % จะคิดเป็นเงินประมาณ 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ที่บรรทุกสินค้าเต็มลำเมื่อคำนวณจากราคาน้ำมันในปัจจุบัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าค่าผ่านทางที่อิหร่านเคยเรียกเก็บเป็นอย่างมาก โดยผู้ที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ระบุว่า ค่าผ่านทางก่อนหน้านี้เคยสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 67 ล้านบาท)
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงที่สำคัญยิ่งสำหรับพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ โดยเคยเป็นเส้นทางผ่านของปริมาณน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ความพยายามของอิหร่านในการปิดเส้นทางเดินเรือนี้ในช่วงสงครามทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และส่งผลกระทบทางการเมืองสะท้อนกลับมายังทรัมป์
ทรัมป์เคยแสดงความยินดีกับข้อตกลงเอ็มโอยู ซึ่งเป็นข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวโดยอ้างถึงผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้นต่อราคาน้ำมันเบนซินและระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการยอมรับว่าต้องการที่จะยุติความขัดแย้งนี้มากเพียงใด
ด้านประเทศอื่น ๆ และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการสัญจรผ่านช่องแคบยืนกรานว่า เส้นทางดังกล่าวควรเปิดให้ใช้งานได้อย่างเสรีโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทางหรือค่าบริการทางทะเล ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐหลายราย รวมถึงนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และทรัมป์เองเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าช่องแคบนี้ควรเปิดกว้างสำหรับทุกฝ่าย