“ชัชชาติ” สั่งตรวจเข้ม สถานประกอบการทั่วกรุง ถกมหาดไทยปรับโซนนิ่งใหม่
“ชัชชาติ“สั่งตรวจเข้มสถานประกอบการทั่วกรุง ใช้มาตรฐานเดียวกับสถานบริการ เร่งรวบรวมร้านเปิดเกินเวลาส่งปลัดทุกเดือน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึง การแต่งตั้งประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่า เดิมได้เรียนเชิญ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่ภายหลังได้รับแจ้งว่าไม่ประสงค์รับตำแหน่ง จึงเคารพการตัดสินใจของท่าน โดยยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งหรือปัญหาใด ๆ และนายจักกพันธุ์ยังคงให้คำปรึกษาแก่กรุงเทพมหานครได้ตามโอกาส ทั้งนี้ จึงได้แต่งตั้ง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก เป็นประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแทน
เร่งสอบข้อเท็จจริงเพลิงไหม้โรงเบียร์
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 30 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอีก 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บรวม 75 ราย โดยกลับบ้านแล้ว 36 ราย
สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ กทม.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อทบทวนข้อบกพร่องและแนวทางปรับปรุงการดำเนินงาน รวมถึงกฎระเบียบต่าง ๆ ในส่วนที่ กทม. รับผิดชอบ
นอกจากนี้ ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาเปิดการประชุมสภากทม.เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569ได้มีการพูดคุยหารือร่วมกันในเบื้องต้นถึงแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายสถานบริการ กฎหมายควบคุมอาคาร และการทบทวนแนวทางด้านโซนนิ่ง
เนื่องจากอาคารที่เกิดเหตุได้รับอนุญาตในฐานะร้านอาหาร ไม่ใช่สถานบริการ จึงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ความปลอดภัยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องวัสดุตกแต่งลามไฟหรือโฟมซับเสียงที่กฎหมายหลักไม่ได้บังคับใช้กับร้านอาหาร
กทม. จึงได้มีคำสั่งให้ทุกสำนักงานเขตตรวจเชิงรุกสถานประกอบการในพื้นที่ โดยจะปรับปรุงรายการตรวจสอบ (Checklist) ให้เข้มงวดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อาทิ เพิ่มรายการตรวจสอบวัสดุตกแต่งที่ลามไฟ เพื่อความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัย
สุ่มตรวจช่วงเปิดบริการจริง
นายชัชชาติ กล่าวว่า ได้กำชับให้ทุกเขตเพิ่มการสุ่มตรวจโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และต้องลงพื้นที่ในช่วงเวลาที่สถานประกอบการเปิดให้บริการจริง เนื่องจากที่ผ่านมาการตรวจในช่วงเวลากลางวันหรือช่วงที่ไม่มีผู้ใช้บริการ จะเห็นสภาพอาคารที่สมบูรณ์แบบ แต่อาจไม่สะท้อนสภาพการใช้งานจริง
“ต้องเข้าตรวจสภาวะจริงเพื่อดูว่ามีการปิดกั้นทางหนีไฟหรือไม่ พร้อมสั่งให้มีการทดสอบระบบไฟฉุกเฉินและอุปกรณ์ดับเพลิงว่าทำงานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ”
นายชัชชาติย้ำว่า แม้สถานประกอบการหลายแห่งจะไม่เข้าข่ายเป็นสถานบริการตามกฎหมายเนื่องจากอยู่นอกพื้นที่โซนนิ่ง แต่อยู่ในเกณฑ์ที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน จึงสั่งการให้ใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของสถานบริการเป็นแนวทางเข้าตรวจสอบ และมอบหมายให้รองผู้ว่าฯ ทวิดา ไปรวบรวมอำนาจตามกฎหมายอื่น ๆ ที่ กทม. มีอยู่
เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบังคับใช้กฎหมายและให้สามารถสั่งระงับกิจการหรือสั่งปิดได้ หากพบว่ามีความเสี่ยงที่เป็นอันตราย โดยไม่ต้องรอกระบวนการแก้ไขกฎหมายหลักซึ่งใช้เวลานาน
เสนอมหาดไทยปรับโซนนิ่งสอดคล้องเมือง
สำหรับประเด็นเรื่องโซนนิ่ง (Zoning) ผู้นายชัชชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการไว้เพียง 3 จุดหลัก ทำให้สถานประกอบการรุ่นใหม่ขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแทนสถานบริการ ส่งผลให้ใช้กฎหมายคนละฉบับ
กทม. จึงเตรียมทำเรื่องหารือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นทางการเพื่อปรับปรุงโซนนิ่งและกฎหมายร่วมกัน โดยมองว่าไม่ได้ต้องการจะยกเลิกโซนนิ่ง แต่ควรออกแบบให้เหมาะสม ยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้ง่ายขึ้น
เช่น การออกเป็นประกาศหรือกฎหมายลูกที่ทบทวนได้ทุกปีตามการเติบโตของเมือง อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตจำเป็นต้องออกข้อบัญญัติท้องถิ่นของ กทม. เองที่เข้มงวดกว่ากฎหมายควบคุมอาคารหลัก ก็พร้อมจะขับเคลื่อนและส่งให้คณะกรรมการควบคุมอาคารพิจารณาอนุมัติต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตรวบรวมข้อมูลสถานประกอบการที่มีพฤติการณ์เปิดเกินเวลาหรือขายสุราเกินกำหนด ซึ่งเป็นอำนาจจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
รวมถึงข้อมูลธุรกิจที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือทุนสีเทาในพื้นที่ รวบรวมเป็นบัญชีรายชื่อส่งให้ปลัดกทม.เป็นประจำทุกเดือน เพื่อประสานส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังต่อไป
แจงขั้นตอนตรวจตามวงรอบ-การเยียวยา
สำหรับขั้นตอนการตรวจตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข ปกติ กทม. จะมีวงรอบการตรวจสถานประกอบการเป็นรายปี โดยเน้นเรื่องสุขอนามัย อาหาร อาชีวอนามัย และความปลอดภัยของอุปกรณ์ เช่น ถังแก๊ส หากตรวจพบข้อบกพร่องเล็กน้อย จะสั่งให้ปรับปรุงภายใน 15 วัน หากต้องปรับปรุงโครงสร้างใหญ่ จะให้เวลา 30-45 วัน ก่อนเข้าตรวจประเมินซ้ำ ซึ่งกรณีสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ สำนักงานเขตได้เข้าตรวจตามวงรอบเมื่อเดือนธันวาคม 2568 และตรวจติดตามผลอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงว่ามีการเข้าตรวจทวนตามคำแนะนำที่เคยให้ไว้
สำหรับการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
ล่าสุด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประสานเข้ามาเพื่อร่วมให้ความช่วยเหลือเยียวยาในระบบแล้ว