ฟัน ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่าได้สละสิทธิรับตำแหน่ง?
คณะอนุกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. ประชุมลับ ลงมติเอกฉันท์ “สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามหลักฐานการเป็นลูกจ้างของรัฐ
รายงานข่าวจากการประชุมคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กรรมการ กสทช.) ของวุฒิสภา ฉบับที่ 3/2569 ระบุว่า คณะกรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีลักษณะต้องห้ามตาม ม.8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553
จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ว่ายังมีสถานะเป็นหมอตรวจคนไข้ หรือยังเป็น “ลูกจ้าง” ของโรงพยาบาล/มหาวิทยาลัย โดยมีการส่งหลักฐานที่สืบค้นเส้นทางการเงินและฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐระบุว่า นพ.สรณ ยังคงมีสถานะผูกพันเป็นลูกจ้างชั่วคราว (แพทย์รายชั่วโมง) ในคลินิกพรีเมี่ยมพิเศษของโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
อย่างไรก็ตาม มิติของคณะกรรมการสรรหายังไม่ส่งผลให้ประธาน กสทช. หลุดจากตำแหน่งประธาน กสทช. ในทันที จะต้องมีการส่งเรื่องกลับไปที่ต้นทาง นั่นคือส่งมติไปที่ประธาน กสทช. และสำนักงาน กสทช.
โดยเลขาธิการคณะกรรมการสรรหา กสทช. ระบุว่า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับเรื่องมาจากช่องทางไหนก็ส่งกลับไปช่องทางนั้น
และว่าการกระทำที่ผ่านมาของ นพ.สรณ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหยิบยกแต่ละเรื่องไปพิจารณาว่าจะมีผลอย่างไร
เตรียมสู้กลับ
นายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษา ประธาน กสทช. เปิดเผยด้วยว่า การใช้อพนาจวินิจฉัยของ กรรมการสรรหา ยังคลุมเครือว่าทำได้หรือไม่ และมติดังกล่าวมีความคลุมเครือ เพราะการตัดสินว่า “จึงถือว่าได้สละสิทธิรับตำแหน่ง” นั้นใช้อำนาจแบบใด เป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่
และว่า สถานะของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้มีอำนาจทางปกครอง ขณะเดียวกันได้ยืนยันว่าการยื่นเอกสารประกอบการสรรหา และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องถูกต้องทั้งหมด ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการ กสทช. แล้ว
“การลงมติว่า สละสิทธิ นั้นใช้อะไรตัดสิน เพราะการสละสิทธิ์ เป็นสิทธิ์ส่วนตัว ซึ่งมีการยื่นเอกสารตามลำดับ จนได้เสนอชื่อ และได้ตอบรับการเสนอชื่อต่อประธานวุฒิสภาไปแล้ว ทั้งได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่งจนปฏิบัติหน้าที่มากว่า 4 ปีเศษแล้ว”
ดังนั้นจะต้องมีการฟ้องศาลเพื่อคัดค้านมติดังกล่าว แต่คำถามสำคัญคือมตินั้นเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ ต้องฟ้องศาลปกครองหรืออย่างไร จึงกำลังพิจารณาว่าอาจฟ้องร้องในทางอื่น หากสามารถหาแนวทางที่เหมาะสม
“การตัดสินเช่นนี้จะยิ่งทำให้การดำเนินการขององค์กร กสทช. เป็นไปด้วยความยากลำบาก และส่งผลต่อข้อผูกพันอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว”