ตัดถนนใหม่ ‘วงแหวนรอบ 3’ 4 แสนล้านเชื่อม 9 จังหวัดมุ่งเข้ากรุงเทพฯ
ผ่าเส้นทางบิ๊กโปรเจ็กต์ “ถนนวงแหวนรอบที่ 3” ระยะทาง 331 กม. พาดผ่านพื้นที่ 9 จังหวัด ลงทุนกว่า 4.2 แสนล้าน รองรับเมืองขยาย แก้ปัญหาจราจรคับคั่งถนนกาญจนาภิเษก ลดเข้า-ออกใจกลางเมือง ทยอยสร้างทีละเฟส กรมทางหลวงประเดิมทุ่มกว่า 3.8 หมื่นล้าน ลุยสร้างเฟสแรกระยะทาง 30.45 กม.จากรังสิต-แยกลำผักชี เชื่อมต่อทางด่วน “จตุโชติ-ลำลูกกา” ทะลวงรถติดฝั่งตะวันออก ชง ครม.อนุมัติโครงการ เวนคืนที่ดินปี’70 ตอกเข็มปี’72 เปิดใช้ปี’75 ส่วนฝั่งตะวันตกขุดคลองผันน้ำคู่ขนานถนน ตั้งแต่สุพรรณบุรีทะลุสมุทรสาคร เปิดพื้นที่ระบายน้ำ ป้องน้ำท่วมระยะยาว
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงอยู่ระหว่างเตรียมการผลักดันโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 หรือ มอเตอร์เวย์ MR 10 เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและการเดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆให้เกิดความคล่องตัว รวมทั้งลดการเข้า-ออกใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และบรรเทาการจราจรคับคั่งของถนนวงแหวนรอบที่ 2 คือ ถนนกาญจนาภิเษกในปัจจุบัน

ผุดวงแหวนรอบ 3 เชื่อม 9 จว.
ปัจจุบันโครงข่ายทางหลวงที่สำคัญจะเริ่มจากกรุงเทพฯ ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศในลักษณะเส้นออกจากศูนย์กลางและจะมีโครงข่ายวงแหวน ซึ่งมีลักษณะคล้ายใยแมงมุม โดยมีวงแหวนรอบที่ 1 คือ ถนนรัชดาภิเษก ต่อมาในปี 2521 กรมทางหลวงได้ก่อสร้างถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ รอบที่ 2 คือ ถนนกาญจนาภิเษก (ทางหลวงหมายเลข 9) เพื่อลดความคับคั่งการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
“แต่เนื่องจากมีการเจริญเติบโตของเมือง ส่งผลให้การจราจรเพิ่มสูงขึ้นมาก ขณะที่ถนนวงแหวนรอบที่ 2 ในปัจจุบันรองรับได้ในระดับหนึ่ง และอีกไม่นานก็จะเต็มความจุ จึงมีแผนสร้างวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ รอบที่ 3 สำหรับแยกและเบี่ยงปริมาณรถขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมไม่ให้ผ่านเข้าสู่พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และแก้ปัญหาการจราจรถนนวงแหวนรอบที่ 2”
นายปิยพงษ์กล่าวว่า แนวเส้นทางพาดผ่าน 9 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี อ่างทอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และสุพรรณบุรี มีระยะทางรวม 235 กม. แบ่งก่อสร้างเป็นเฟส ตามความพร้อมของพื้นที่โครงการ วงเงินการก่อสร้างและการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ

ลุยเฟสแรกรังสิต-ลำผักชี
โดยเฟสแรกเริ่มก่อสร้างด้านตะวันออก ช่วงจุดตัดทางหลวงหมายเลข 305 (รังสิต-นครนายก) กม.25+850 ก่อนถึงคลอง 11 ถึงจุดตัดทางหลวงหมายเลข 304 (ถนนสุวินทวงศ์) กม.2+500 ก่อนถึงแยกลำผักชี ระยะทาง 30.45 กม. วงเงิน 38,868 ล้านบาท ใช้งบประมาณมาก่อสร้าง รูปแบบเป็นทางยกระดับขนาด 8 ช่องจราจร ทางคู่ขนานขนาด 2 ช่องจราจร ทางต่างระดับ และมีจุดเชื่อมต่อกับทางด่วนจตุโชติ-ลำลูกกา ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างด้วย
“เร่งช่วงนี้ก่อน เพราะมีความสำคัญที่สุด เป็นเส้นทางบูรณาการกับทางด่วน สามารถเดินทางจากนครนายก ลำลูกกา เข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้สะดวก ไม่ต้องผ่านถนนรังสิต-องครักษ์ เราออกแบบเสร็จแล้ว จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการในปี 2570 เพื่อเวนคืนที่ดิน เริ่มสร้างในปี 2572 เสร็จปี 2575”
ฝั่งตะวันตกขุดคลองผันน้ำเพิ่ม
นายปิยพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของฝั่งตะวันตกตั้งแต่สุพรรรณบุรี-นครปฐม-สมุทรสาคร จะมีการออกแบบบูรณาการร่วมกับทางระบายน้ำของกรมชลประทาน เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยระยะแรกจะทำเป็นคลองผันน้ำ อยู่ระหว่างพิจารณาว่าลงแม่น้ำท่าจีนหรืออ่าวไทย โดยออกแบบให้คลองผันน้ำจะอยู่ตรงกลางและมีถนนอยู่ด้านข้าง
แหล่งข่าวจากกรมทางหลวงกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวเส้นทางของโครงการถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ รอบที่ 3 กรมทางหลวงเคยศึกษาเบื้องต้นไว้เมื่อปี 2552 มาทบทวนและปรับปรุงผลการศึกษาใหม่ เพื่อผลักดันโครงการใหม่อีกครั้ง หลังสภาพพื้นที่และการพัฒนาเมืองในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัย การก่อสร้างถนนแนวใหม่ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ เช่น ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ถนนเทพรักษ์ มอเตอร์เวย์ M 6 บางปะอิน-โคราช มอเตอร์เวย์ M 81 บางใหญ่-กาญจนบุรี ทางด่วนจตุโชติ-ลำลูกกา เป็นต้น
ทั้งโครงการลงทุน 4.2 แสนล้าน
โดยแนวเส้นทางจะมีรัศมีอยู่ห่างจากถนนวงแหวนรอบที่ 2 หรือถนนกาญจนาภิเษกในปัจจุบันประมาณ 12-50 กม. ขึ้นอยู่กับพื้นที่ โดยแนวด้านตะวันออกจะอยู่ห่างจากถนนกาญจนาภิเษกประมาณ 12-15 กม. ด้านตะวันตกอยู่ห่างประมาณ 30-50 กม.
ส่วนระยะทางเมื่อรวมช่วงด้านใต้ของ กทพ.อีก 79 กม. จะมีระยะทางรวมทั้งโครงการประมาณ 331 กม. มีวงเงินก่อสร้าง 420,283 ล้านบาท และใช้ระยะเวลาก่อสร้างถึงปี 2583 โดยแบ่งเป็นส่วนของกรมทางหลวง 235.44 กม. เงินลงทุน 244,415 ล้านบาท แยกเป็นค่าก่อสร้าง 177,307 ล้านบาท และค่าเวนคืน 67,108 ล้านบาท
สำหรับด้านใต้ กทพ.อยู่ระหว่างทำผลการศึกษา โดยแนวเส้นทางเป็นถนนแนวใหม่ที่เป็นทางพิเศษ พร้อมทั้งสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน และเพิ่มขีดจำกัดความสามารถในการแข่งขันทางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ พร้อมทั้งโครงข่ายทางหลวงท้องถิ่นเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างถนนพระรามที่ 2 ถนนประชาอุทิศ ถนนชัยพฤกษ์ และถนนเพชรเกษม ซึ่งช่วยเติมเต็มโครงข่ายถนนในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ
แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันโครงการได้แบ่งศึกษาและออกแบบเป็นช่วง ๆ ประกอบด้วย ช่วงทางหลวงหมายเลข 32 (ถนนเอเชีย)-ทางหลวงหมายเลข 305 ระยะทาง 68 กม., ช่วงทางหลวงหมายเลข 305-ทางด่วนฉลองรัช ระยะทาง 13 กม., ช่วงทางหลวงหมายเลข 3312 (ถนนลำลูกกา)-ทางหลวงหมายเลข 34 (บางนา-ตราด) ระยะทาง 39 กม., ช่วงทางหลวงหมายเลข 34-ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ระยะทาง 79 กม., ช่วงนครปฐม-สุพรรณบุรี ระยะทาง 70 กม. และช่วงสุพรรณบุรี-ทางหลวงหมายเลข 32 ระยะทาง 38 กม.
“เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาการจราจรติดขัด และกระจายความเจริญและการพัฒนาเชิงพาณิชย์รอบนอกกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี” แหล่งข่าวกล่าว