ธอส.อุ้มภาคอสังหาฯมองตลาดพ้นจุดต่ำสุด ‘ลดค่าโอน-จดจำนอง’ หนุน
ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ฟื้นตัว ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมก็ยังมีความท้าทาย ทำให้ภาครัฐยังคงต้องประคับประคองตลาดนี้ โดยอาศัยบทบาทของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ รวมถึงการต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-ค่าจดจำนอง ช่วยให้ตลาดไม่เฉาจนเกินไป สะท้อนผ่านผลงานครึ่งปีแรกของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีการแถลงออกมาล่าสุด
“ต่อให้เศรษฐกิจจะมีความท้าทาย ธอส.ก็ต้องดูแลลูกค้าต่อไป” นี่เป็นประโยคตอกย้ำจาก “ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์” กรรมการผู้จัดการ ธอส.กล่าว
โดย “ดร.มหัทธนะ” เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายตัวเลขชี้ว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังมีความท้าทายเรื่องการฟื้นตัว และสะท้อนว่ายังมีปัญหาอยู่ ซึ่งเป้าหมายของ ธอส. คือการทำให้คนไทยมีบ้าน และทำให้ภาคอสังหาฯ ฟื้นตัว โดยช่วงครึ่งปี 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารปล่อยสินเชื่อใหม่สูงถึง 123,149.93 ล้านบาท ครอบคลุมลูกค้า 114,184 บัญชี เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.85% คิดเป็น 49.90% ของเป้าหมาย
“เป็นช่วงที่มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2568 เหลือ 0.01% ใกล้สิ้นสุด ทำให้ประชาชนเร่งเข้ามาทำธุรกรรมในช่วงเดือน มิ.ย. ก่อนมาตรการจะหมดอายุ และยังไม่ประกาศการต่ออายุ ทำให้ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อใหม่สูงขึ้นเกือบ 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้คาดว่า 1 ปีจากนี้ตลาดอสังหาฯ จะคึกคัก เพราะมาตรการลดค่าธรรมเนียมมีผลกระทบทางบวกต่อธนาคารและตลาดอสังหาริมทรัพย์”
“ดร.มหัทธนะ” กล่าวอีกว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ธนาคารยังช่วยลูกค้าประนอมหนี้กลับมามีสถานะปกติ รักษาบ้านไว้ได้กว่า 1,014,357 บัญชี เพิ่มขึ้นราว 17% จากปีก่อน โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจคือ ค่าเฉลี่ยวงเงินสินเชื่อ (Ticket Size) ที่อยู่ประมาณ 1.07 ล้านบาทต่อสัญญา ต่ำกว่าในปี 2568 ที่อยู่ที่ประมาณ 1.2-1.3 ล้านบาทต่อสัญญา สะท้อนว่า ธอส.ได้ปล่อยสินเชื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น เป็นไปตามภารกิจช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง
“ลูกค้ากว่า 90% ของ ธอส.เป็นรายย่อยที่มีสินเชื่อวงเงิน 1.5-3 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มากกว่า 50% ของลูกค้ามีรายได้ต่ำกว่า 2.5 หมื่นบาท”
ทั้งนี้ ธอส.ดูแลกลุ่มลูกค้าหลายกลุ่ม โดยกลุ่มลูกค้าที่มีความอ่อนไหว มีโอกาสเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงกว่าค่าเฉลี่ย ธนาคารก็มีมาตรการดูแลลูกค้าให้สามารถรักษาบ้านไว้ได้ ทั้งลูกหนี้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) และลูกหนี้ NPL ซึ่งมีหลายมาตรการดูแล และที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ารับความช่วยเหลือมากกว่า 1 ล้านราย โดยสามารถกลับไปเป็นลูกหนี้ปกติได้
“หลังจากที่เราใช้ AI และ Data Driven พบว่า NPL ปีแรก ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2568-มิ.ย. 2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขล่าสุด NPL มีจำนวน 106,923.72 ล้านบาท คิดเป็น 5.54% ของยอดสินเชื่อรวม”
“ดร.มหัทธนะ” กล่าวด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาพบว่าลูกค้าสนใจบ้านมือสองกันมากขึ้น เพราะราคาเข้าถึงได้ ขณะที่โลเกชั่นดีและมีพื้นที่กว้าง
“กรรมการผู้จัดการ ธอส.” กล่าวอีกว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ธอส.จะใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลจากศูนย์อสังหาริมทรัพย์ ในการยกระดับให้ลูกค้าขอสินเชื่อง่ายขึ้น พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ 1.สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยการจัดทำสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Green Loan & ESG) ผ่านการให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ
2.ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่ตรงจุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมทั้งใช้ Credit Scoring
3.ยกระดับการทำให้คนไทยมีบ้าน และสร้างระบบนิเวศด้านที่อยู่อาศัยครบวงจร รวมทั้งยกระดับการเฝ้าระวังและตรวจจับรายการธุรกรรมต้องสงสัยแบบ Near Real Time
4.ใช้ข้อมูลให้ผู้ประกอบการรู้ว่าอนาคตอสังหาริมทรัพย์จะเป็นอย่างไร แต่ละโลเกชั่นเป็นอย่างไร เหมาะกับกลุ่มลูกค้าไหน
และ 5.ออกผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยให้คนไทยมีบ้าน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดอุปทานที่มีอยู่มากในระบบ
นอกจากนี้ ธอส.ยังเดินหน้าปรับบทบาทองค์กรสู่การเป็น “Beyond Housing Bank” มากกว่าการปล่อยกู้ ธอส. คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน เพื่อยกระดับการทำให้คนไทยมีบ้าน และสร้างระบบนิเวศด้านที่อยู่อาศัยครบวงจร (Housing Ecosystem Center) ขณะเดียวกัน ธอส.ยังพัฒนาโครงการยกระดับการเฝ้าระวังและตรวจจับรายการธุรกรรมต้องสงสัยแบบ Near Real Time ตรวจสอบความผิดปกติของการเดินบัญชีเงินฝากของลูกค้า เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดจากภัยทุจริตทางการเงิน
“การดำเนินการของ ธอส.ไม่เน้นกำไรมาก แต่ต้องมีกำไรมากพอให้ธนาคารมีสถานะมั่นคง ภายใต้เป้าหมายทำให้คนไทยมีบ้าน และทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้”