สศค. ชี้ส่งออกเดือน มิ.ย. ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง
สศค. ชี้ส่งออกเดือน มิ.ย. ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 การท่องเที่ยวยังขยายตัว สถานการณ์ตะวันออกกลางยังต้องจับตา
นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนมิถุนายน 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 สอดคล้องกับการขยายตัวของการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง
ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าและเศรษฐกิจไทย
นายพิสิทธิ์ กล่าวว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อนโดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.7% และ 13.6% ตามลำดับ และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 1.3% และ 8.9% ตามลำดับ
สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 5.9% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 50.7 จากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นหลังจากชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่าผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชน ในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 37.2% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.6% และภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 8.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 1.8%
ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง โดยในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 20.8% และถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 23.1% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดหม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อาเซียน ทวีปออสเตรเลีย และญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ตลาดอินเดียและอินโดจีนลดลง
นายพิสิทธิ์ กล่าวว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวขยายตัว แต่ในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยวมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 22.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.4% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.0% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 1.84 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -9.8%
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จากระดับ 84.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ อาทิ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและโครงการ Thailand Fast Pass ช่วยเร่งรัดให้เกิดการลงทุน
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.23% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 66.8% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 279.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
“นอกจากนี้ด้านภาคการท่องเที่ยวยังมีทิศทางชะลอลง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่างๆ ยังเป็นไปในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมาตรการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 86,809.37 ล้านบาท” นายพิสิทธิ์ กล่าว