kdms ใช้ JCI ยกระดับระบบความปลอดภัย รับการเติบโต สู่ Center of Excellence ปี 2570
ในอุตสาหกรรมสุขภาพ จำนวนผู้ป่วยและเคสผ่าตัดที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของโรงพยาบาล แต่หมายถึงความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อจำนวนผู้รับบริการและความซับซ้อนของการรักษาเพิ่มขึ้น ระบบงานเบื้องหลังจึงต้องแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับการเติบโต โดยไม่ลดทอนมาตรฐานในทุกขั้นตอน

สำหรับ โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข (kdms) โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อแห่งแรกของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานไม่ถึง 5 ปี มีผู้มารับบริการสะสมแล้วกว่า 30,000 ราย และมีผู้เข้ารับการผ่าตัดแล้วกว่า 3,000 ราย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความต้องการบริการเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับโจทย์สำคัญว่า เมื่อผู้ป่วยและความซับซ้อนของการรักษาเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลจะทำอย่างไรให้ระบบสามารถรองรับการเติบโตได้โดยไม่ลดทอนความปลอดภัย
โจทย์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความต้องการบริการทางการแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนผู้ป่วยยุคใหม่ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและมีความคาดหวังต่อการรักษามากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ทำให้โรงพยาบาลพร้อมรับการเติบโตจึงไม่ได้มีเพียงความเชี่ยวชาญของแพทย์ หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ต้องรวมถึงระบบที่ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
นี่จึงเป็นที่มาของการเดินหน้าสู่ มาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ของ kdms ซึ่งไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงการรับรองคุณภาพ แต่เป็นการยกระดับระบบการทำงานทั้งองค์กร เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงสำหรับการเติบโตในระยะยาว
JCI มอง ‘ทั้งระบบ’ ไม่ใช่แค่หมอเก่ง

นพ.กรกช ธรรมผ่องศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข (kdms)
นพ.กรกช ธรรมผ่องศรี (ว.35038) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข (kdms) อธิบายว่า JCI ไม่ใช่รางวัล แต่เป็นมาตรฐานที่เข้ามาดูการทำงานของโรงพยาบาลในภาพรวม ตั้งแต่กระบวนการรักษา บุคลากร การใช้ยา การควบคุมการติดเชื้อ การบริหารจัดการ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและระบบสนับสนุนต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยในทุกขั้นตอน
ด้วยเหตุนี้ การเตรียมความพร้อมของ kdms จึงไม่ได้หมายถึงการจัดทำเอกสารเพื่อรอรับการประเมิน แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าระบบที่มีอยู่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้จริงหรือไม่ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการทบทวนและปรับกระบวนการทำงาน ตั้งแต่ Workflow การส่งต่องาน การสื่อสารระหว่างบุคลากร ไปจนถึงจุดตรวจสอบต่าง ๆ ขณะที่ระบบอาคารและสถานที่หลายส่วนได้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น

สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านรายละเอียดที่ผู้ป่วยอาจไม่เคยสังเกตเห็น เช่น ห้องผ่าตัดของ kdms ที่ออกแบบระบบแรงดันอากาศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน รวมถึงการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่สำคัญ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของบุคลากรด้านการกู้ชีพและทีมช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน เมื่อมองลงมาถึงกระบวนการทำงานในแต่ละวัน JCI ยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่อาจดูเล็ก แต่สามารถสร้างความเสี่ยงได้หากเกิดความคลาดเคลื่อน
“JCI ไม่ได้มองแค่เรื่องใหญ่ ๆ อย่างการรักษาหรือห้องผ่าตัด แต่ลงไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงได้ เช่น การสื่อสารระหว่างทีม การเขียน การใช้คำย่อต่าง ๆ เพราะถ้าคนหนึ่งเข้าใจอย่าง อีกคนเข้าใจอีกอย่าง ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้” นพ.กรกช อธิบาย
จากแนวคิดดังกล่าว kdms จึงนำระบบ IT เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น ระบบที่เชื่อมโยงประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วยและแจ้งเตือนเมื่อมีการสั่งยาที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ความปลอดภัยต้องขึ้นอยู่กับการจดจำของบุคลากรเพียงอย่างเดียว และเมื่อมองภาพรวมตั้งแต่โครงสร้างอาคาร ระบบวิศวกรรม การสื่อสาร การใช้ยา ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจสอบความเสี่ยง จะเห็นว่า JCI ไม่ได้เป็นเพียงมาตรฐานที่อยู่ในเอกสารประเมิน แต่เป็นการออกแบบระบบให้ความปลอดภัยถูกฝังอยู่ในกระบวนการทำงานของโรงพยาบาลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
จากมาตรฐานบนกระดาษ สู่ ‘งานประจำ’ ของทั้งองค์กร
แต่การวางระบบให้ครอบคลุมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะมาตรฐานจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อบุคลากรสามารถนำไปใช้ในการทำงานประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะโรงพยาบาลข้อดีมีสุข ที่เน้นการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการอาศัยการทำงานร่วมกันของสหวิชาชีพ ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด วิสัญญีแพทย์ ไปจนถึงทีมสนับสนุน ซึ่งแต่ละส่วนล้วนเชื่อมต่อกันตลอดกระบวนการรักษา

นพ.กรกช กล่าวว่า ช่วงเวลา 1 ปีของการเตรียม JCI จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการ ‘เตรียมตัวเพื่อรับการตรวจ’ แต่เป็นช่วงของการเรียนรู้และปรับวิธีทำงาน ตั้งแต่การทบทวนว่าแต่ละขั้นตอนควรส่งต่องานอย่างไร จุดใดต้องมีการตรวจสอบซ้ำ ไปจนถึงการกำหนดรูปแบบการสื่อสารระหว่างทีม เพื่อให้มาตรฐานที่วางไว้สามารถนำไปใช้ได้จริงในหน้างาน และเมื่อเริ่มใช้งานแล้ว kdms ยังติดตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจประจำเดือน การทำ Walk Round เพื่อสำรวจความปลอดภัย รวมถึงการทบทวนกระบวนการของแต่ละหน่วยงาน โดยมีหัวหน้างานในแต่ละระดับร่วมดูแล
อย่างไรก็ตาม การทำให้มาตรฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำไม่ได้เกิดจากการกำหนดขั้นตอนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองของคนทำงานด้วย จากเดิมที่ JCI อาจถูกมองว่าเป็น ‘ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้น’ ไปสู่ความเข้าใจว่าแต่ละระบบถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการทำงาน ยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วย เช่น ระบบแจ้งเตือนการแพ้ยาที่ช่วยลดการพึ่งพาความจำของบุคลากร หรือ Workflow ที่กำหนดจุดตรวจสอบไว้อย่างชัดเจน เมื่อกระบวนการเหล่านี้ถูกนำมาใช้และทบทวนอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เคยเป็นข้อกำหนดจึงค่อย ๆ กลายเป็นความคุ้นเคยและเป็นกิจวัตรในการทำงาน
“สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นไม่ใช่การที่ทุกคนจำได้ว่า JCI ต้องทำอะไรบ้างเพื่อเตรียมรับการตรวจ แต่คือวันที่ไม่มีการตรวจ ทุกคนก็ยังทำเหมือนเดิม เพราะมันกลายเป็นวิธีทำงานที่คุ้นเคยไปแล้ว เมื่อมาตรฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ นั่นหมายความว่าเราสร้างวัฒนธรรมคุณภาพขึ้นมาได้จริง” นพ.กรกช ย้ำ
เมื่อระบบความปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีทำงาน แนวคิดเดียวกันจึงถูกนำไปใช้กับการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาให้บริการของ kdms ทั้งการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) และ Robotic-assisted Surgery เพราะเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเครื่องมือที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งาน รวมถึงระบบที่ทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังผ่าตัด สามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่างปลอดภัย
ดังนั้น JCI สำหรับ kdms จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรฐานที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินงาน แต่เป็นกลไกที่ช่วยเชื่อม ‘คน ระบบ และเทคโนโลยี’ ให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้คุณภาพและความปลอดภัยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่มีการประเมิน แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกขั้นตอนของการดูแลผู้ป่วยในทุกวัน
จาก JCI สู่เป้าหมาย Orthopedic Center of Exellence ปี 2570
นพ.กรกช มองว่า การได้รับมาตรฐาน JCI ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพัฒนา แต่เป็นพื้นฐานที่จะทำให้โรงพยาบาลเดินไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือ ความเป็นเลิศด้านออร์โธปิดิกส์ หรือ Orthopedic Center of Excellence (COE) ในปี 2570 ซึ่งจะเน้นการพัฒนาคุณภาพการรักษาให้ลงลึกถึงระดับรายโรคและผลลัพธ์ของผู้ป่วย
ก้าวต่อไปของ kdms จึงอยู่ที่การพัฒนา Clinical Practice Guideline หรือ CPG สำหรับโรคสำคัญด้านกระดูกและข้อ เพื่อให้ทีมแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีแนวทางดูแลผู้ป่วยร่วมกัน ตั้งแต่ก่อนรักษา ระหว่างการผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังการรักษา โดยเบื้องต้นวางเป้าหมายในกลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ ข้อเข่าเสื่อม โรคกระดูกสันหลังที่มีภาวะกดทับเส้นประสาท และเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด ขณะเดียวกันจะเก็บข้อมูลผลการรักษาก่อนและหลัง เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเพียงใด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน
การเก็บข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ kdms ไม่ได้มองเพียงว่าการรักษาผ่านไปด้วยดี แต่สามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม อาจใช้ Oxford Knee Score เป็นหนึ่งในเครื่องมือประเมินการเปลี่ยนแปลงของอาการและคุณภาพชีวิตในช่วงติดตามผล เช่น 6 เดือนหรือ 1 ปี ก่อนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ว่า จุดไหนทำได้ดี หรือควรกลับไปปรับปรุงตรงไหน ตั้งแต่การควบคุมความเจ็บปวด เทคนิคการผ่าตัด ไปจนถึงการทำกายภาพบำบัด
จากนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Benchmark ในระดับสากล รวมถึงข้อมูลจากสถาบันชั้นนำระดับโลก เพื่อให้เห็นว่าคุณภาพการรักษาของ kdms อยู่ในระดับใด หรือยังมีช่องว่างอะไรที่ต้องพัฒนาต่อ นั่นทำให้ COE ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีชื่อเรียกที่สะท้อนความเป็นเลิศ แต่คือการสร้างระบบที่สามารถพิสูจน์คุณภาพการรักษาด้วยข้อมูลและผลลัพธ์ที่วัดได้
“เราอยากให้ kdms เป็นมากกว่าโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ แต่อยากเป็นโรงพยาบาลที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ความเชี่ยวชาญนั้นสร้างผลลัพธ์ให้กับคนไข้ได้จริง และผลลัพธ์นั้นสามารถวัด เปรียบเทียบ และพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในระดับสากล” นพ.กรกช ทิ้งท้าย

สำหรับโรงพยาบาลข้อดีมีสุข JCI ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่สะท้อนมาตรฐานของโรงพยาบาล แต่สะท้อนถึงการยกระดับความปลอดภัย ทั้งการบริหารจัดการ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือการออกแบบระบบงาน การควบคุมความเสี่ยง รวมถึงการสร้างมาตรฐานการทำงานร่วมกันของบุคลากรทั้งองค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้คือรากฐานสำคัญที่ kdms ใช้ต่อยอดสู่เป้าหมาย Orthopedic Center of Excellence ในปี 2570 เพื่อตอกย้ำความเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่: https://kdmshospital.com
นัดปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง:
อีเมล: [email protected]
LINE OA: https://page.line.me/175exsfc
โทร: 02-080-8999
kdmshospital #ข้อดีมีสุข #โรงพยาบาลข้อดีมีสุข #JCI