ผู้เลี้ยงกุ้งค้านผ่อนตรวจนำเข้า ห่วงโรคเข้าไทย-กุ้งต่างประเทศกดราคา
พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยคัดค้านข้อเสนอให้ลดขั้นตอนตรวจสอบกุ้งนำเข้าจากต่างประเทศ หวั่นเพิ่มความเสี่ยงโรคสัตว์น้ำและสินค้าคุณภาพต่ำ พร้อมกดราคากุ้งในประเทศ โดยเฉพาะช่วงราคากุ้งไทยเริ่มฟื้น แต่กุ้งเอกวาดอร์ยังถูกกว่าราว 70 บาทต่อกิโลกรัม เสนอวางกรอบนำเข้าแบบมีเงื่อนไข กำหนดสัดส่วนรับซื้อกุ้งไทย โควตานำเข้า ราคาขั้นต่ำ แยกตลาดวัตถุดิบนำเข้า และตั้งคณะทำงานไตรภาคี
นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผยภายหลังทราบข้อเรียกร้องของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ที่ขอให้กรมประมงพิจารณาลดขั้นตอนการตรวจสอบกุ้งนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถนำเข้าได้รวดเร็วขึ้นว่า ฝ่ายเกษตรกรไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
เหตุผลสำคัญคือ การลดขั้นตอนตรวจสอบอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการนำเข้าสินค้าที่มีคุณภาพหรือมาตรฐานต่ำกว่าเกณฑ์ กระทบทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงด้านโรคสัตว์น้ำ

ปัจจุบันกรมประมงอนุญาตให้นำเข้ากุ้งมาใช้ได้อยู่แล้ว แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบโรค ทั้งโรคเดิมและโรคอุบัติใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาคการเลี้ยงในประเทศ ดังนั้น หากมีการลดขั้นตอนตามข้อเสนอของผู้ประกอบการห้องเย็น เกษตรกรกังวลว่าจะเปิดความเสี่ยงต่อการนำโรคเข้าสู่ระบบการเลี้ยงของไทย
กุ้งเอกวาดอร์ถูกกว่าไทย 70 บาท/กก.
นายอภิชิตกล่าวว่า เข้าใจความจำเป็นของผู้ประกอบการห้องเย็นที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบ เนื่องจากผลผลิตกุ้งไทยไม่เพียงพอและมีต้นทุนสูง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลต่อความสามารถในการรักษาฐานตลาดส่งออก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือผลกระทบต่อราคากุ้งในประเทศ โดยขณะนี้ราคากุ้งจากเอกวาดอร์ต่ำกว่ากุ้งไทยประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคากุ้งไทยกำลังเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไฮซีซัน หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญแรงกดดันด้านราคาจากกรณีมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย
หากมีการนำเข้ากุ้งราคาต่ำเข้ามาในปริมาณมากโดยไม่มีมาตรการกำกับ อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคากุ้งในประเทศ และซ้ำเติมเกษตรกรที่ประสบภาวะขาดทุนมาก่อนหน้านี้
เสนอ “ซื้อกุ้งไทยคู่ขนานนำเข้า”
นายอภิชิตกล่าวว่า หากมีความจำเป็นต้องนำเข้า ควรมีการหารือมาตรการป้องกันผลกระทบให้รอบด้าน ทั้งเรื่องราคาและปริมาณการรับซื้อของห้องเย็น
หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การกำหนดโควตาหรือสัดส่วนการรับซื้อกุ้งในประเทศให้สัมพันธ์กับปริมาณการนำเข้า ลักษณะเดียวกับมาตรการที่ใช้กับสินค้าเกษตรบางชนิด โดยต้องหารือร่วมกันว่าควรซื้อกุ้งไทยในสัดส่วนเท่าใด เพื่อแลกกับสิทธิ์นำเข้ากุ้งจากต่างประเทศในปริมาณที่เหมาะสม
นอกจากนี้ อาจพิจารณากลไกประกันราคาหรือกำหนดราคารับซื้อที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้การนำเข้ากลายเป็นเครื่องมือกดราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย
ชง 4 กลไกดูแลทั้งอุตสาหกรรม
นายอภิชิตเสนอให้ทุกฝ่ายจัดทำ “กรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน” ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูปและส่งออก และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การบริหารวัตถุดิบและการนำเข้ามีกลไกที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
กรอบดังกล่าวควรประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก
1.มาตรการรับซื้อคู่ขนาน กำหนดสัดส่วนรับซื้อกุ้งจากเกษตรกรไทยให้สัมพันธ์กับโควตาการนำเข้า เพื่อสร้างหลักประกันว่าโรงงานจะยังรับซื้อผลผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง
2.กลไกราคาที่เป็นธรรม ใช้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่กรมประมงและเกษตรกรยอมรับเป็นฐาน แล้วหารือร่วมกับผู้ประกอบการห้องเย็น เพื่อกำหนดราคาประกันขั้นต่ำหรือราคาชี้นำตลาด ป้องกันการกดราคา
3.แบ่งแยกตลาดอย่างเข้มงวด วัตถุดิบนำเข้าต้องผ่านมาตรฐานที่จำเป็นและใช้เพื่อการแปรรูปส่งออกเท่านั้น ไม่ควรกระจายเข้าสู่ตลาดในประเทศ ทั้งในรูปกุ้งสด กุ้งแช่แข็ง และกุ้งแปรรูป
4.ตั้งคณะทำงานร่วมไตรภาคี ประกอบด้วยสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ตัวแทนเกษตรกร และหน่วยงานรัฐ เพื่อบริหารอุตสาหกรรมร่วมกันและปรับนโยบายได้ตามสถานการณ์
หลังจากได้ข้อสรุปในกรอบดังกล่าวแล้ว จึงค่อยพิจารณากฎระเบียบหรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และทยอยปลดล็อกเป็นรายประเด็น โดยยึดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบเป็นหลัก
จี้เร่งแก้มาเลเซียแบนกุ้งไทย
นายอภิชิตยังเรียกร้องให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมประมง เร่งแก้ปัญหากรณีมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน
โดยระบุว่า หลังนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปเจรจาและมีการระบุว่าจะสามารถเปิดด่านได้ภายใน 30 วัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ทำให้กุ้งไทยยังไม่สามารถส่งออกไปตลาดมาเลเซียได้
“ผมเชื่อว่าเราควรหาทางออกที่สร้างสมดุลกับอุตสาหกรรมให้ดีที่สุด โดยบริหารจัดการวัตถุดิบแบบบูรณาการ” นายอภิชิตกล่าว พร้อมย้ำว่ามาเลเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดอาเซียนที่สำคัญของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย