EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
EVEANDBOY เดินหน้าเข้าตลาดหุ้น เปิดแผนรุกเพิ่ม 68 สาขา ใน 2 ปี หลังปี 2568 ทำรายได้ 5.34 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 1.22 พันล้านบาท พร้อมวางนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EB ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพภายใต้แบรนด์ “EVEANDBOY” ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ หมวดธุรกิจพาณิชย์
EB มีแผนเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 170.354 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25.05% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลัง IPO จากปัจจุบันที่มีหุ้นสามัญออกและชำระแล้ว 509.70 ล้านหุ้น เพิ่มเป็น 680.054 ล้านหุ้นหลังการเสนอขาย
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่ได้กำหนดราคาเสนอขายและมูลค่าการเสนอขายในครั้งนี้ โดยหุ้น EB มีมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) หุ้นละ 0.50 บาท
สำหรับ EVEANDBOY ก่อตั้งเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพ โดยมีช่องทางจำหน่ายหลักทั้งร้านค้าสาขาและช่องทางออนไลน์ ครอบคลุมเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม E-Commerce และ Social Commerce ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 กลุ่มบริษัทมีร้านค้ารวม 71 สาขา กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ และมีสินค้าจำหน่ายมากกว่า 24,000 หน่วยเก็บสินค้า (SKU) ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล
อ้างอิงข้อมูลจาก Euromonitor International ว่า EVEANDBOY เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 2559 เป็น 15.6% ในปี 2568
ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อน IPO ณ วันที่ 1 ก.ย. 2569 พบว่า บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 33.36% ตามด้วยนายหิรัญ ตันมิตร ถือหุ้นโดยตรง 28.11% นายปริญญา วะนะศุข ถือหุ้นโดยตรง 25.94% และ Ultimate Bliss Holdings Limited ถือหุ้น 11.77% ทั้งนี้ บริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จำกัด และ Ultimate Bliss Holdings Limited เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่นายหิรัญและนายปริญญาถือหุ้นฝ่ายละ 50%
ภายหลังการเสนอขาย IPO สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท อัลติม่า บีพี โฮลดิ้ง จะลดลงเหลือ 25% นายหิรัญเหลือ 21.07% นายปริญญาเหลือ 19.44% และ Ultimate Bliss Holdings Limited เหลือ 8.82% ส่วนประชาชนทั่วไปจะเข้าถือหุ้นรวม 25.05%
ข้อมูลในไฟลิ่งระบุว่า หลัง IPO นายหิรัญและนายปริญญาจะมีสัดส่วนการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมประมาณ 38.0% และ 36.4% ตามลำดับ ส่งผลให้ทั้งสองยังคงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและการบริหารงานของบริษัท
ด้านผลประกอบการ งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้รวม 2,762.52 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 597.98 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,370.39 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 568.09 ล้านบาท
รายได้หลักยังมาจากการจำหน่ายสินค้า โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขาย 4,933.69 ล้านบาท คิดเป็น 92.40% ของรายได้รวม ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้จากการขาย 2,544.69 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.11% ของรายได้รวม
ในส่วนของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 5,339.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4,425.71 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,218.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,101.51 ล้านบาทในปีก่อน
สำหรับแผนการขยายธุรกิจ EVEANDBOY เตรียมเพิ่มเครือข่ายร้านค้าในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญ ควบคู่กับการเพิ่มยอดขายจากสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วและการขยายช่องทางออนไลน์ โดยบริษัทวางแผนเปิดสาขาใหม่จำนวน 33 สาขาในปี 2569 และอีก 35 สาขาในปี 2570 รวมเป็น 68 สาขาในช่วง 2 ปี
ขณะที่เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO เบื้องต้นบริษัทมีแผนนำไปใช้สำหรับการขยายสาขา และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการจัดซื้อสินค้าเพื่อจำหน่าย อย่างไรก็ตาม ไฟลิ่งยังไม่ได้ระบุจำนวนเงินและกรอบระยะเวลาการใช้เงินสำหรับแต่ละวัตถุประสงค์
ด้านนโยบายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น บริษัทกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังหักเงินสำรองต่าง ๆ ตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท
ทั้งนี้ อัตราการจ่ายเงินปันผลในแต่ละครั้งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามผลประกอบการและฐานะทางการเงินของบริษัท รวมถึงความต้องการเงินทุนหมุนเวียน แผนลงทุนและขยายกิจการ ภาระหนี้ เงื่อนไขตามสัญญากู้ยืม และปัจจัยอื่นตามที่คณะกรรมการบริษัทพิจารณาเห็นสมควร