ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดันแก้ พ.ร.บ.มหาชน ปลดล็อกหุ้นใหญ่-เพิ่มฟรีโฟลต ดึงเงินต่างชาติ ดัน SET แตะ 2,000 จุด
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดันแก้กฎหมายปลดล็อกเจ้าของธุรกิจขายหุ้นเพิ่มโดยไม่เสียอำนาจคุมกิจการ หวังเพิ่มฟรีโฟลต ดึงเงินต่างชาติ พร้อมชง Golden Share เปิดทางรัฐลดสัดส่วนถือหุ้น มองหากเพิ่ม Supply และหุ้น New Economy ได้ต่อเนื่อง SET มีโอกาสแตะ 2,000 จุดใน 2-3 ปี
ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างผลักดันแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมหาชน เพื่อเปิดทางให้บริษัทจดทะเบียนสามารถออกหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน หรือ Dual-Class Shares (DCS) เพิ่มทางเลือกในการระดมทุน และเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาด (Free Float) เพื่อรองรับเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันและต่างประเทศ
ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลังได้รับหลักการเรื่องไปพิจารณาแล้ว แต่ยังต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนสามารถนำมาใช้จริง
สำหรับ Dual-Class Shares เป็นการเปิดให้บริษัทมีหุ้นมากกว่าหนึ่งประเภท โดยกำหนดสิทธิออกเสียงแตกต่างกัน เช่น หุ้นทั่วไป 1 หุ้นมี 1 เสียง ขณะที่หุ้นอีกประเภทอาจมีสิทธิออกเสียงหลายเสียง ส่วนสิทธิด้านผลตอบแทน เช่น เงินปันผล สามารถกำหนดให้เท่ากันได้
“วันนี้หุ้นทั่วไปคือ 1 หุ้น 1 เสียง แต่ถ้ามีหุ้น 2 ระดับ อาจเป็น 1 หุ้น 5 เสียงได้ ขณะที่ผลตอบแทนหรือเงินปันผลยังสามารถกำหนดให้เท่ากันได้” ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ กล่าว
ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ กล่าวว่า กลไกดังกล่าวจะเปิดทางให้เจ้าของกิจการนำหุ้นออกขายเพื่อระดมทุนได้มากขึ้น โดยยังรักษาอำนาจในการกำหนดทิศทางบริษัทผ่านหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงสูงกว่า แก้ข้อจำกัดของผู้ก่อตั้งที่ไม่ต้องการขายหุ้นจำนวนมาก เพราะกังวลว่าจะสูญเสียอำนาจควบคุมกิจการ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี ธุรกิจ New Economy และกิจการที่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหัวใจสำคัญ
ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่สามารถนำหุ้นออกขายได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่ม Free Float และสภาพคล่องของหุ้น ทำให้สามารถรองรับเงินลงทุนจากกองทุนขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและต่างประเทศ รวมถึงกองทุนที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีระดับโลก เช่น MSCI
เบื้องต้น แนวทางดังกล่าวมุ่งรองรับบริษัท IPO ใหม่ ขณะที่มีข้อเสนอให้พิจารณาเปิดทางแก่บริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้วสามารถใช้โครงสร้างหุ้นลักษณะดังกล่าวได้ในอนาคต ภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขที่เหมาะสม
นอกจาก Dual-Class Shares ยังมีข้อเสนอให้พิจารณาหุ้นที่มีสิทธิพิเศษ หรือ Golden Share สำหรับกิจการที่ภาครัฐถือหุ้นในสัดส่วนสูง เพื่อเปิดทางให้รัฐสามารถลดสัดส่วนการถือหุ้นและนำหุ้นบางส่วนออกขายเพิ่ม Free Float โดยยังรักษาสิทธิในการกำกับดูแลเรื่องสำคัญของกิจการไว้
แนวทางดังกล่าวอาจทำให้ภาครัฐไม่จำเป็นต้องถือหุ้นในสัดส่วนสูงเท่าเดิมเพื่อรักษาอำนาจบางประการ ขณะที่การนำหุ้นออกขายจะช่วยเพิ่มหุ้นหมุนเวียนและสภาพคล่องให้ตลาด รวมถึงสร้างรายได้ให้ภาครัฐโดยไม่ต้องเพิ่มการก่อหนี้สาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ทั้ง Dual-Class Shares และ Golden Share ยังต้องมีกฎหมายและหลักเกณฑ์รองรับอย่างชัดเจน ทั้งขอบเขตการใช้ สิทธิของหุ้นแต่ละประเภท และการคุ้มครองผู้ถือหุ้น ก่อนสามารถนำมาใช้จริง
อย่างไรก็ดี การเพิ่ม Free Float ของหุ้นเดิม ควบคู่กับการนำ Supply ใหม่ โดยเฉพาะบริษัท New Economy เข้าสู่ตลาด ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่จะช่วยเพิ่มขนาดและสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทย รวมถึงเพิ่มความสามารถในการรองรับเงินลงทุนจากต่างประเทศ
สำหรับโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) จะขึ้นสู่ระดับ 2,000 จุด มองว่ามีความเป็นไปได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า หากปัจจัยต่าง ๆ เอื้อ โดยเฉพาะการมีบริษัทและสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจ New Economy รวมถึงการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“ถ้าทุกอย่างมันนิ่งแล้ว มี Supply ใหม่ ๆ ขึ้นมา ก็น่าจะเป็นไปได้ ภายใน 2-3 ปี ถ้ามี New Economy เข้าไป ดังนั้น การปรับโครงสร้างตลาดทุนไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนให้บริษัท แต่ยังมีเป้าหมายเพิ่มทั้ง Supply และ Free Float เพื่อให้ตลาดหุ้นไทยมีสินค้าและสภาพคล่องเพียงพอรองรับเงินลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพของตลาดทุนไทยในระยะต่อไป” ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงษ์ กล่าว