ศุภจี ยินดีถ้า ‘อนุทิน’ ตั้ง รมช.พาณิชย์ ‘ปลัดวุฒิไกร’ ไม่ปิดประตูการเมืองหลังเกษียณ
‘ศุภจี’ แจงปมโพสต์โยกย้ายบิ๊กข้าราชการ เพื่อให้ข้าราชการ-ผู้สนับสนุน เข้าใจหลักการ ขออย่าด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจฯ ชี้เป็นหนึ่งในเส้นทางการหมุนเวียนตำแหน่ง ลั่น “ตำแหน่งอะไรก็ไม่แตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่” ยินดีหากมี รมช. ขณะที่ ‘วุฒิไกร’ ไม่ปิดประตูการเมือง หลังพ้นปลัด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาเยี่ยมและพูดคุยกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล โดยพา นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาแนะนำตัวต่อสื่อมวลชน ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ นางศุภจียังเปิดเผยถึงการที่โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ชี้แจงถึงการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ไม่ได้โพสต์เพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจหรือโพสต์เพื่อให้คนมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทำเพื่อข้าราชการ และคนที่สนุบสนุนให้ได้ทราบว่าการโยกย้ายมีหลักการและเหตุผลอย่างไร นั่นคือคนที่ตนอยากสื่อสารด้วย ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย คิดต่างและมาวิจารณ์ ก็ไม่มีประโยชน์ในการอธิบาย เพราะคนเหล่านั้นย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่ามีอะไร
เมื่อถามย้ำว่า จิตใจแข็งแกร่งเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อถูกวิจารณ์ นางศุภจีกล่าวว่า ปกติเหมือนทุกเรื่องที่โดน เพราะที่ผ่านมาโดนหลายเรื่องมาก ซึ่งอยากย้ำว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาอธิบาย แต่ตนอยากทำเพื่อให้คนที่สนับสนุนแต่ไม่รู้อะไรได้เข้าใจ ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายก็เป็นดุลพินิจของปลัดกระทรวงฯ ตนมีหน้าที่เพียงแค่สอบถามถูกต้องหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร และก็สนับสนุนตามนั้น
ส่วนที่ระบุในโพสต์ว่า อยากให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์มีงานเพิ่มมากขึ้นนั้น นางศุภจีชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์มีภารกิจและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหลายส่วน แต่การทำหน้าที่ของกระทรวงได้ผลลัพธ์ตามนโยบายหรือไม่ หากผู้ตรวจราชการดูงานและนโยบายที่สำคัญ จะเป็นเสียงสะท้อนกลับมาให้ผู้บริหารกระทรวงว่านโยบายที่ออกไป และข้าราชการปฏิบัติได้จริงหรือไม่ บางครั้งอาจจะมีนโยบายที่ดี แต่ทำแล้วไม่ได้ผล สำหรับตนมองอีกว่า ตำแหน่งอะไรไม่มีความแตกต่าง หากทำหน้าที่ให้เต็มที่ จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่กระทรวงมีผู้ตรวจราชการถึง 4 คน
เมื่อถามต่อว่า นายวุฒิไกร เกษียณอายุราชการจากตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์จะนำมาช่วยทำงานต่อหรือไม่ โดยนายวุฒิไกรหัวเราะ ก่อนระบุว่า ยังคิดอยู่
ส่วนจะเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี นางศุภจีตอบว่า นายวุฒิไกร เป็นที่ปรึกษาของตนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับปลัดว่าอยากจะทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาท่านก็ช่วยมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในหลายเรื่อง เพราะตนก็ยังไม่มีความเข้าใจในระบบราชการมากนัก
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่านางศุภจีชอบทำงานร่วมกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงนั้น นางศุภจีปฏิเสธประเด็นดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยมองคนที่เพศ ไม่ได้ทำงานกับผู้ชายหรือผู้หญิงมากกว่า เพราะในอดีตก็ทำงานร่วมกับผู้หญิงมามาก รวมทั้งในกระทรวงพาณิชย์ก็มีผู้หญิงหลายคนที่มีความสามารถ อาทิ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งผู้หญิงผู้ชายไม่ได้มีความต่างกัน ซึ่งความจริงไม่มีเพศเลย ทั้งหญิงทั้งชายทำงานได้หมดทุกคน
ส่วนที่มีคำวิพากษ์วิจารณ์การทำงานจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีกล่าวว่า ใจความที่ถามมาคืออดีต แต่ตนกำลังชวนคนมองถึงอนาคต เพราะวิกฤตทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม จะมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเจอทั้งศึกต่างชาติ ที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรง กติกาทางการค้ารวมถึงภาษีการเจรจาต่าง ๆ ไม่ใช่ชั้นเดียว แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างประเทศ รวมถึงการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องในประเทศไทย
ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราไม่เคยเจอมาก่อน ฉะนั้นการทำงานถูกปรับเปลี่ยนไปหมดแล้ว ตนจะไม่ก้าวล่วงคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนต่าง ๆ ที่เคยทำงานมา เพราะเขาอธิบายได้ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต หากเรารับมือด้วยท่าเดิม เราจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไร
นางศุภจีกล่าวอีกว่า ไม่อยากให้มีการด้อยค่าตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งตนคิดว่าอยู่ที่การสร้างผลงาน หากผู้ตรวจราชการไม่มีผลงาน แล้วจะตั้งผู้ตรวจราชการมาทำไมตั้ง 4 คน ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางของการหมุนเวียนตำแหน่งราชการ ซึ่งเรามี C 10 และตำแหน่งผู้ตรวจราชการก็ไม่ใช่การลดระดับ
เมื่อถามว่า หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงพาณิชย์ ควรจะมีรัฐมนตรีช่วยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเห็นสมควร เพราะเป็นดุลพินิจของท่าน
เมื่อถามย้ำว่า หากเลือกได้อยากให้มีหรือไม่นั้น นางศุภจีกล่าวว่า ตนก็ยินดีทั้งนั้น หากเข้ามาแล้วทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติให้ดีขึ้นตนก็ยินดี และไม่ได้ติดใจตรงนั้น