ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุยจีบ New Economy กว่า 10 ราย ลุ้น IPO แรกปลายปี’70
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมคุยบริษัท New Economy-New S-Curve กว่า 10 แห่งตั้งแต่ปีนี้ ดึงเข้าระดมทุนตลาดหุ้น พร้อมลดค่าธรรมเนียม ช่วยค่าใช้จ่าย IPO วางมาตรการหนุนยาว 5 ปี มองเร็วสุดอาจเห็นบางรายเข้าจดทะเบียนปลายปี 2570
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภายใต้โครงการ “BOI to IPO” เบื้องต้นมีบริษัทกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 10 แห่งที่เตรียมเข้าไปหารือตั้งแต่ปีนี้ เพื่อผลักดันธุรกิจ New Economy และ New S-Curve ที่เข้ามาลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ให้สามารถใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมเงินเพื่อขยายกิจการ
โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยหลังการลงนามทั้ง 3 หน่วยงานจะตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อกำหนดบริษัทเป้าหมายและนำแพ็กเกจสนับสนุนเข้าไปหารือกับผู้ประกอบการโดยตรง
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พูดคุยกับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หลายแห่ง และมีบางรายแสดงความสนใจแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เนื่องจากการตัดสินใจเข้าจดทะเบียนและเสนอขายหุ้น IPO เป็นเรื่องภายในของแต่ละบริษัท และบางรายยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม บริษัทเป้าหมายแต่ละแห่งมีความพร้อมไม่เท่ากัน โดยกิจการที่เพิ่งเริ่มลงทุนหรืออยู่ระหว่างก่อสร้างอาจต้องใช้เวลาก่อนเข้าสู่ตลาดทุน ต่างจากบริษัทที่เริ่มดำเนินธุรกิจ มีการผลิตและสร้างรายได้แล้ว ซึ่งมีความพร้อมมากกว่า
“แต่ละบริษัทจังหวะไม่เหมือนกัน ถ้าบริษัทเพิ่งลงเสาเข็ม เราก็คงยังไม่ได้อยากให้มาเสี่ยง แต่ถ้ามีการประกอบกิจการแล้ว เริ่มมีการผลิตและมีรายได้แล้ว ก็จะมีความพร้อมแตกต่างกันไป” นายอัสสเดช กล่าว
อย่างไรก็ดี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่กำหนดจำนวนบริษัทที่จะ IPO ภายใต้โครงการอย่างตายตัว โดยวางกรอบมาตรการสนับสนุนร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ไว้ประมาณ 5 ปี เพื่อรองรับการเตรียมความพร้อมของแต่ละบริษัท
กรณีที่ดำเนินการได้เร็ว หากมีบริษัทจากโครงการบางรายสามารถเข้าจดทะเบียนได้ในช่วงปลายปี 2570 จะถือเป็นความสำเร็จในระยะแรก ก่อนที่จะทยอยเห็น Pipeline ของธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ชัดเจนขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ไม่ใช่บริษัทต่างชาติทุกรายที่เข้ามาลงทุนในไทยจะเลือกเข้าตลาดหุ้นไทย เนื่องจากขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท เช่น บริษัทจากสหรัฐบางแห่งกำหนดให้เฉพาะบริษัทแม่จดทะเบียนในประเทศต้นทาง ส่วนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีทั้งรายที่สนใจและไม่สนใจเข้าจดทะเบียนในไทย
ด้านมาตรการจูงใจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมพิจารณายกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ CMDF จะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำ IPO บางส่วนในลักษณะ Matching Fund เพื่อลดต้นทุนให้บริษัทที่ต้องการระดมทุน
ขณะเดียวกัน มีการปรับเกณฑ์รองรับ 10 อุตสาหกรรม New Economy โดยบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI กำหนดระยะเวลาดำเนินธุรกิจ (Track Record) ไว้ 1 ปี ขณะที่เกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สำหรับ SET อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และ mai อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การปรับเกณฑ์หรือการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิด IPO ได้ทันที เพราะยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของกิจการ ความต้องการใช้เงิน ภาวะตลาด และจังหวะระดมทุน โดยการทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้นต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน
อีกเป้าหมายของ BOI to IPO คือการเพิ่มบริษัทจากอุตสาหกรรมใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย จากปัจจุบันที่โครงสร้างบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนและสร้างความหลากหลายให้ตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าโครงการนี้จะสร้าง “4 Big Wins” ตั้งแต่ภาคธุรกิจที่มีช่องทางระดมทุนเพื่อขยายกิจการ นักลงทุนที่เข้าถึงธุรกิจใหม่ได้มากขึ้น ตลาดทุนที่มีสินค้าและอุตสาหกรรมหลากหลายขึ้น ไปจนถึงเศรษฐกิจไทยที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
หากสามารถดึงบริษัท New Economy เข้าสู่ตลาดได้ต่อเนื่อง ยังอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด Snowball Effect เพิ่มความน่าสนใจและดึงธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดทุนตามมา สอดคล้องกับเป้าหมายในการเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงธุรกิจ New Economy และ New S-Curve ที่มีบทบาทต่อการเติบโตของประเทศ
ส่วนการเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ยังไม่มีการกำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลขหรือกรอบเวลา เนื่องจากไม่ได้ขึ้นอยู่กับ BOI to IPO หรือมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ทั้งอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจโลก ทำให้ปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดในระยะยาวยังคงเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจและการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
“ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทั้งจากเงินลงทุนต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และการลงทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศ หากเม็ดเงินดังกล่าวต่อยอดไปสู่การผลิต สร้างรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นอีกฐานสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนและตลาดทุนไทยในระยะต่อไป” นายอัสสเดช กล่าว