‘บี.กริม’ ลุย มาเลย์-เวียดนาม ผุดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มพอร์ตพลังงาน
“บี.กริม เพาเวอร์” เปิดแผนรุกลงทุนพลังงานอาเซียน เดินหน้าขยายพอร์ตในมาเลเซีย-เวียดนาม ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซและพลังงานหมุนเวียน จ่อพัฒนา IPP แห่งละ 1,500 เมกะวัตต์ รับดีมานด์ไฟฟ้าจาก Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล
นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนธุรกิจพลังงานในระยะต่อไปจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย แต่จะมุ่งขยายการลงทุนในตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีโอกาสขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ลงทุนแล้วประมาณ 200 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกประมาณ 400 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติรูปแบบ Independent Power Producer (IPP) ขนาด 1,500 เมกะวัตต์ ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยตั้งเป้าหมายสรุปแนวทางการลงทุนภายในปลายปีนี้ สะท้อนการมองตลาดมาเลเซียในระยะยาวที่ต้องรองรับความต้องการไฟฟ้าจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมดิจิทัล
รูปแบบการลงทุนในมาเลเซียจะให้ความสำคัญกับการสร้างพอร์ตพลังงานแบบผสมผสาน (Hybrid Energy Portfolio) โดยใช้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเป็นฐานสร้างเสถียรภาพของระบบ ควบคู่กับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมที่ต้องการทั้งความมั่นคงของไฟฟ้าและการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต้องการความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้ามากกว่าอุตสาหกรรมทั่วไป ขณะที่เวียดนาม มีทั้งโครงการพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบันมีโครงการ Solar Farm ประมาณ 677 เมกะวัตต์ ซึ่งเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 2019 รวมถึงโครงการพลังงานลมประมาณ 100 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 1,500 เมกะวัตต์ ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นและ PetroVietnam ทั้งนี้ การลงทุนในต่างประเทศจำเป็นต้องประเมินหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งขนาดตลาด ความต้องการใช้ไฟฟ้า โครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า นโยบายของภาครัฐ ความพร้อมของระบบสายส่งรวมถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง โดยแต่ละประเทศมีโครงสร้างตลาดและกติกาที่แตกต่างกัน
สำหรับการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งยังมีจุดแข็งจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีโครงข่ายในนิคมอุตสาหกรรม 11 แห่ง ระยะทางรวมประมาณ 214 กิโลเมตร รองรับทั้งการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำของภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของไทย คือ การทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่สามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากรูปแบบการลงทุนกำลังเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมหนักและยานยนต์ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและไฟฟ้าในปริมาณสูง เช่น Data Center, AI, Semiconductor และ Electronics ดังนั้น ระบบไฟฟ้าในระยะต่อไปจำเป็นต้องพัฒนามากกว่าการเพิ่มกำลังผลิต โดยต้องสามารถเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับ Microgrid ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไปจนถึงระบบโครงข่ายระดับประเทศ เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
หนึ่งในแนวทางที่สามารถช่วยปลดล็อกศักยภาพของระบบไฟฟ้าไทยได้ คือ การเปิดทางให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้มากขึ้น ผ่าน Third Party Access หรือ Direct PPA เพื่อให้กำลังผลิตที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะ Solar Rooftop, Solar Floating, Solar Farm และไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้การเปิดทางให้เกิด Independent Power Supply (IPS) จะเพิ่มทางเลือกให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการสามารถร่วมมือกับผู้พัฒนาพลังงานในการติดตั้ง Solar Rooftop หรือ Solar Floating และทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว เพื่อสร้างความแน่นอนทั้งด้านปริมาณไฟฟ้าและต้นทุน
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างตลาดไฟฟ้าของไทยที่ยังอยู่ภายใต้ระบบ Single Buyer ทำให้การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนมีข้อจำกัด ขณะที่ Direct PPA ที่เปิดให้ดำเนินการยังเน้นพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติภาคอุตสาหกรรมยังต้องการไฟฟ้าฐานจากก๊าซธรรมชาติ ไบโอแก๊ส และเชื้อเพลิงรูปแบบอื่น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบ อีกประเด็นที่มีผลต่อการลงทุนคือ การรักษากำลังผลิตของโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ IPP และ SPP ที่สามารถผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่เสนอให้พิจารณาต่ออายุประมาณ 22 แห่ง กำลังผลิตรวมประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ การต่ออายุโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพจะช่วยรักษาฐานกำลังผลิตเดิมและลดแรงกดดันในการจัดหาโรงไฟฟ้าใหม่ในระยะสั้น ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนอุตสาหกรรม ในการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย