SIRI เปิดประตูสู่ตลาดทุนโชว์ผลสำเร็จเสนอขาย ‘หุ้นกู้ดิจิทัล’ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ยดันต้นทุนขยับ
นับเป็นความสำเร็จในการเสนอขาย “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท บนวอลเลตซื้อขายหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ซึ่งจำหน่ายหมดเกลี้ยงในเวลาเพียง 67 วินาที ท่ามกลางสถานการณ์การระดมทุนของเซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์ที่ท้าทาย โดย “วิชาญ วิริยะภูษิต” ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน (CFO) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ให้สัมภาษณ์ว่า หัวใจสำคัญที่สุดที่แสนสิริยึดมั่นมาตลอด คือการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและเปิดประตูสู่ตลาดทุนอย่างแท้จริง
“เดิมทีตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนมักกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไว้สูงถึง 100,000 บาท ซึ่งกลายเป็นกำแพงคัดกรองผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางออกไป แต่การร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ลดขนาดการลงทุนขั้นต่ำลงมาเหลือเพียง 1,000 บาท ส่งผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม”
หุ้นกู้อสังหาฯ รายใหญ่ขายได้
“วิชาญ” กล่าวถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ว่า ถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว และตลาดกำลังอยู่ในช่วงสร้างฐาน ซึ่งบางบริษัทก็ฟื้นแล้ว แต่ที่ยังน่ากังวลจะเป็นที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 40-50% หรือบางบริษัทสูงถึง 60% อย่างไรก็ดี สำหรับแสนสิริอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 12% – 15% เนื่องจากบริษัทมีการร่วมตรวจเช็กเครดิตลูกค้ารายย่อย (Pre-screen) ก่อนส่งยื่นกู้จริง
ขณะที่การออกหุ้นกู้ในปัจจุบันยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ของกลุ่มบริษัทรายใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงินและแบรนด์แข็งแกร่ง แตกต่างจากกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตลาดและมีอันดับความน่าเชื่อต่ำกว่าระดับลงทุน ที่ต้องเสนออัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7-8% แต่ก็ประสบปัญหาขายไม่หมด
“ตลาดหุ้นกู้โดยรวมมีความท้าทาย บริษัทที่มีความเสี่ยงสูง หรือเรตติ้งต่ำขายหุ้นกู้ได้ยากขึ้น แม้มีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7-8% ก็ยังประสบปัญหาขายไม่หมด”
โดยสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก เมื่อการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ทำได้ยากและขายได้ไม่ครบตามเป้าหมาย ทำให้บริษัทเหล่านี้ประสบปัญหาสภาพคล่อง บางรายต้องยอมตัดขายบ้านหรือคอนโดมิเนียม ซึ่งต้องลดราคาจำนวนมาก เพื่อนำเงินสดกลับมาชำระหนี้หุ้นกู้
ผลสำเร็จ “กรีนบอนด์-หุ้นกู้ดิจิทัล”
ปัจจุบันหุ้นกู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Green Bond) และหุ้นกู้เพื่อสังคม มีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้นตามเทรนด์โลก โดยที่ผ่านมาแสนสิริได้มีการออกหุ้นกู้ ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วงเงิน 100 ล้านบาท อายุ 3 ปี มีเป้าหมายนำเงินระดมทุนไปเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาในจังหวัดราชบุรี ให้กลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนระดับสูง
“เราเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ออก Green Bond และทำ Green Loan ร่วมกับธนาคาร แม้จะมีกระบวนการและต้นทุนการตรวจสอบมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น แต่บริษัทมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว”
ขณะที่หุ้นกู้ดิจิทัล มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท อายุ 5 ปี ที่ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ที่สามารถจำหน่ายได้หมดในเวลาเพียง 67 วินาที พบว่ามีผู้ซื้อรวมกว่า 2,000 คน ซึ่งเป็นรายย่อยวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท สัดส่วนสูงถึง 39% ของรายการทั้งหมด คิดเป็น 831 รายการ จาก 2,145 รายการ ขณะที่กลุ่มที่ซื้อต่ำกว่า 300,000 บาท มีสัดส่วน 40%
นอกจากนี้ ยอดการซื้อยังกระจายตัวไปในต่างจังหวัดด้วย ทั้งชลบุรี เชียงใหม่ ราชบุรี นครราชสีมา นครปฐม และภูเก็ต
โดยเทรนด์การลงทุนยังกระจายทุกช่วงอายุ มีผู้ลงทุนตั้งแต่วัยเริ่มทำงานอายุ 20 ปี จนถึงกลุ่มผู้สูงอายุและเกษียณอายุสูงสุด 90 ปี สัดส่วนเพศหญิง คิดเป็น 55.6% ส่วนเพศชาย 44.4%
“แต่ก่อนผู้ลงทุนหุ้นกู้ส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ประมาณ 40-60 ปี แต่ตอนนี้พอเราร่วมกับกรุงไทย เปิดขายผ่านแอปเป๋าตัง พบว่าค่าเฉลี่ยอายุของคนที่ลงทุนก็เล็กลง เพราะสามารถซื้อได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ซึ่งล่าสุดพบว่ามีอายุ 20 ปีเข้ามาซื้อ แสดงว่าน่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เข้ามาลงทุน”
นอกจากนี้ จากความเร็วในการปิดการขายภายใน 67 วินาที ทำให้เกิดเสียงสะท้อนจากผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่กดจองไม่ทัน แสนสิริจึงอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับพันธมิตร เพื่อพัฒนาเกณฑ์การจัดสรรในรอบถัดไป 2 รูปแบบ ทั้งการนำระบบ “Small-lot First” มาใช้ เพื่อกระจายจัดสรรหุ้นกู้ให้แก่ผู้จองซื้อทุกคนเป็นรอบ ๆ จนครบ หรือการเปิดแบ่งรอบจองซื้อ โดยเปิดโควตารอบแรกให้เฉพาะผู้ลงทุนรายย่อยที่ต้องการซื้อวงเงินเริ่มต้นต่ำกว่า 100,000 บาท ได้รับสิทธิซื้อก่อน
“เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยดันต้นทุนขยับ
“วิชาญ” กล่าวว่า ตอนนี้ปัจจัยต้องติดตามที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นกู้ คือ การที่ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายหลังเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตสูง ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) ของสหรัฐขยับสูงขึ้น และดึง Yield Curve ของไทยให้สูงขึ้นตาม ซึ่งประเมินว่าการระดมทุนออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนอาจต้องปรับผลตอบแทนขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.25-0.4% แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่ปรับขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำราว 2% จึงอาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อเก็บกระสุนนโยบายไว้ใช้ในอนาคต
“แม้ว่า ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ไม่ได้ปรับขึ้นตามเฟด แต่ Yield Curve พันธบัตรรัฐบาลในไทยก็ยังถูกดึงให้ขยับสูงขึ้นตามกลไกตลาดและส่วนต่างดอกเบี้ย เมื่อฐานอ้างอิงขยับขึ้น ดังนั้น บริษัทเอกชนที่จะออกหุ้นกู้รุ่นถัด ๆ ไป จึงจำเป็นต้องเพิ่มดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่นักลงทุนสูงขึ้นเล็กน้อย ประมาณ 0.25-0.4%”
“CFO แสนสิริ” กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้แสนสิริจะยังไม่เสนอขายหุ้นกู้ แต่จะไปเริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2570 และ “หุ้นกู้ดิจิทัล” มีแผนจะเสนอขายอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า