เปิดอินไซต์ EV ซ่อมแพงกว่ารถน้ำมัน 40% เตือนหน้าฝนระวังแบตเสียหาย
‘ฤดูฝน’ ช่วงเวลาที่หลาย ๆ คนอาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเดินทาง การจราจรต่าง ๆ และเป็นช่วงเวลาที่คนใช้รถอาจเจอเรื่องไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเรื่องน้ำท่วมขัง ทัศนวิสัย และสภาพถนน ที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือความเสียหายต่อรถยนต์ได้
ไม่เว้นแม้แต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่แม้ปัจจุบันจะมีการพัฒนาทางวิศวกรรมและความปลอดภัย ให้รองรับการใช้งานในทุกสภาพอากาศได้ แต่ขึ้นชื่อว่า ‘น้ำ’ กับ ‘ไฟฟ้า’ เป็นของที่ไม่ถูกกัน รถยนต์ไฟฟ้า ก็ยังอยู่ในความเสี่ยงได้เสมอ โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ที่อาจได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในระดับรุนแรง หรืออุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกสูง
แม้ว่าความเสียหายบางกรณีอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอกทันทีหลังเกิดเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุรุนแรง แต่ผลกระทบที่ซ่อนอยู่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและสมรรถนะของรถในอนาคตได้
อีกทั้ง การซ่อมแซมรถ EV มักมีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์ทั่วไป เนื่องจากต้องตรวจสอบทั้งโครงสร้างตัวรถ ระบบแบตเตอรี่ และระบบไฟฟ้าแรงดันสูงอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงใช้งานได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานของผู้ผลิต
EV ค่าซ่อมเฉลี่ยสูงกว่ารถน้ำมัน 40%
รู้ใจประกันภัย เปิดเผยข้อมูลสินไหม พบว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉลี่ย สูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่มีความเสียหายใกล้เคียงกัน ประมาณ 40% เนื่องจาก EV มีแบตเตอรี่มูลค่าสูง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน รวมถึงต้องอาศัยอุปกรณ์และช่างเทคนิคเฉพาะทางในการตรวจสอบและซ่อมแซม
กุมภาพรรณ คำแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินไหมทดแทน กลุ่มบริษัทรู้ใจ กล่าวว่า ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ควรให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะจากน้ำท่วมและอุบัติเหตุบนถนนเปียกลื่น แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จะได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและสามารถใช้งานได้ในสภาพอากาศเปียกชื้น แต่ความเสียหายต่อแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าแรงดันสูงบางกรณีอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอกในทันทีหลังเกิดเหตุ
รู้ใจจึงแนะนำให้เจ้าของรถนำรถเข้ารับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งหลังประสบเหตุน้ำท่วมหรืออุบัติเหตุรุนแรง เพื่อประเมินความเสียหายที่อาจซ่อนอยู่และช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว นอกจากนี้ การดูแลรถตามคำแนะนำของผู้ผลิต โดยเฉพาะการชาร์จแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม จะช่วยรักษาประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายแนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานประจำวันในระดับประมาณ 80% เพื่อช่วยรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ หรือ State of Health (SOH) ให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะยาว
“หลายคนยังมีความเข้าใจว่าหากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย จะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุดเสมอ แต่ในความเป็นจริง หลายกรณีสามารถซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่ได้รับผลกระทบได้ตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ เราจึงให้ความสำคัญกับการประเมินความเสียหายอย่างรอบด้าน เพื่อเลือกแนวทางที่ปลอดภัย เหมาะสม และคุ้มค่าสูงสุดสำหรับลูกค้าในแต่ละกรณี” คุณกุมภาพรรณ กล่าว
ทั้งนี้ รู้ใจประกันภัย ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ดำเนินการพิจารณาสินไหมภายใต้แนวทางและหลักเกณฑ์ของ คปภ. ควบคู่กับมาตรฐานการซ่อมและข้อแนะนำด้านความปลอดภัยที่กำหนดโดยผู้ผลิตรถยนต์แต่ละแบรนด์ โดยเฉพาะการตรวจสอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า
แนวทางดังกล่าวช่วยให้การประเมินความเสียหายและการซ่อมแซมเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนของการจัดการสินไหมทดแทน