เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน กฟผ. สร้างโอกาสไทยสู่ Regional Digital Hub: Green Digital Infrastructure สำหรับ Data Center ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
Tech ปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน กฟผ. สร้างโอกาสไทยสู่ Regional Digital Hub: Green Digital Infrastructure สำหรับ Data Center ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
ห่วงสุญญากาศ กสทช. หวั่น 8 ล้านครัวเรือนจอดำ เร่งตั้งทีมเปลี่ยนผ่าน C-Band
Tech ห่วงสุญญากาศ กสทช. หวั่น 8 ล้านครัวเรือนจอดำ เร่งตั้งทีมเปลี่ยนผ่าน C-Band
โพล มช. ชี้ “คนละครึ่ง – ไทยช่วยไทย” สอบผ่านพยุงค่าครองชีพ แต่ไร้กระตุ้นใช้จ่ายใหม่
เศรษฐกิจภูมิภาค โพล มช. ชี้ “คนละครึ่ง – ไทยช่วยไทย” สอบผ่านพยุงค่าครองชีพ แต่ไร้กระตุ้นใช้จ่ายใหม่
แบงก์แห่ขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% บ้านหรูต่ำ 10 ล้านขายไม่ออก “โคราช” โอนคึก “ภูเก็ต” ตลาดชะลอตัว
Real Estate แบงก์แห่ขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% บ้านหรูต่ำ 10 ล้านขายไม่ออก “โคราช” โอนคึก “ภูเก็ต” ตลาดชะลอตัว
ย้ำชัดกลยุทธ์ “One Geely” มุ่งผสาน 2 โมเดลธุรกิจเพิ่มความแข็งแกร่งในไทย
Automotive ย้ำชัดกลยุทธ์ “One Geely” มุ่งผสาน 2 โมเดลธุรกิจเพิ่มความแข็งแกร่งในไทย
นักวิชาการ มธ. ถอดเคสต่างประเทศ ชี้เข้า OECD ต้องแก้ ‘คอร์รัปชัน-นิติธรรม’ ไม่ใช่แค่ยื่นเอกสาร
News นักวิชาการ มธ. ถอดเคสต่างประเทศ ชี้เข้า OECD ต้องแก้ ‘คอร์รัปชัน-นิติธรรม’ ไม่ใช่แค่ยื่นเอกสาร
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
ด่วน ! คลังชง ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี “พรชัย” เต็งสรรพากร-“ธีรลักษ์” นั่งสรรพสามิต พรุ่งนี้ (22 ก.ย.)
Finance ด่วน ! คลังชง ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี “พรชัย” เต็งสรรพากร-“ธีรลักษ์” นั่งสรรพสามิต พรุ่งนี้ (22 ก.ย.)
‘BDI’ ผนึก ‘มติชน’ เติมข้อมูลคุณภาพสูง ร่วมพัฒนา ThaiLLM ปูฐานอธิปไตย AI ของไทย
Tech ‘BDI’ ผนึก ‘มติชน’ เติมข้อมูลคุณภาพสูง ร่วมพัฒนา ThaiLLM ปูฐานอธิปไตย AI ของไทย
กกร. จี้รัฐผลักดันการลงทุนใหม่ให้ถึงระดับจังหวัด เพิ่มขีดแข่งขัน-จ้างงาน-สร้างรายได้ให้ประเทศ
Finance กกร. จี้รัฐผลักดันการลงทุนใหม่ให้ถึงระดับจังหวัด เพิ่มขีดแข่งขัน-จ้างงาน-สร้างรายได้ให้ประเทศ
ดูทั้งหมด

ปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน กฟผ. สร้างโอกาสไทยสู่ Regional Digital Hub: Green Digital Infrastructure สำหรับ Data Center ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

21 ก.ย. 2569 | 20:28น.
โดย รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย หน่วยวิจัยด้านการวิเคราะห์ทางปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกและเศรษฐมิติขั้นสูง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโทรคมนาคมเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน Data Center โดยเฉพาะในยุค AI ที่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมาก ระบบส่งไฟฟ้าที่มั่นคง น้ำและการระบายความร้อน และการเชื่อมต่อข้อมูลความเร็วสูง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงอาจเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ด้วยการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมการใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนา Data Center อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

จากโครงข่ายไฟฟ้าสู่โครงข่ายดิจิทัล

โครงข่ายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ของ กฟผ. มีศักยภาพในการเป็นโครงข่ายหลักระดับประเทศ (National Core Backbone Network) เนื่องจากพาดผ่านไปกับระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านสถานีไฟฟ้าแรงสูงมากกว่า 260 สถานี รวมทั้งจังหวัดหลักที่มีโอกาสเป็น IXP (Internet Exchange Point) โดยใช้เทคโนโลยี OPGW (Optical Fiber Composite Overhead Ground Wire) ซึ่งติดตั้งไว้ในสายล่อฟ้าบนสุดของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มีความมั่นคงสูง ทำหน้าที่ทั้งป้องกันฟ้าผ่าและรองรับการรับส่งข้อมูลการสื่อสาร รวมถึงสัญญาณควบคุมระบบไฟฟ้า

จุดเด่นของโครงข่ายดังกล่าวคือการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง มีระบบสำรองเส้นทาง และอยู่ภายใต้มาตรการดูแลรักษาความมั่นคงของโครงข่าย นอกจากนี้ ยังครอบคลุมพื้นที่หลายภูมิภาคและมีการขยายเส้นทางอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมากด้วยเทคโนโลยีใยแก้วนำแสง

กฟผ. ยังมีเทคโนโลยีตรวจจับและวิเคราะห์ความผิดปกติบนสายส่งเพื่อช่วยระบุตำแหน่งความเสียหาย รวมถึงศูนย์ Network Operation Center (NOC) ที่ติดตามสถานะโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ประกอบกับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบสื่อสารโทรคมนาคมและการทำงานใกล้ระบบไฟฟ้าแรงสูง

ในด้านการประกอบกิจการ กฟผ. ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม รวมถึงใบอนุญาตบริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Private Leased Circuit: IPLC) จาก กสทช. (หรือ กทช. ในอดีต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดการให้บริการโครงข่ายแก่ภาคธุรกิจ จากประสบการณ์ให้บริการต่าง ๆ ได้แก่ บริการเส้นใยแก้วนำแสง (Dark Fiber) บริการวงจรช่องสัญญาณโทรคมนาคม (Domestic and International Bandwidth) และบริการวงจร IP MPLS (Internet Protocol Multiprotocol Label Switching) แก่หน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐและเอกชน

พลังงานมั่นคง พลังงานสะอาด และระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ

นอกเหนือจากโครงข่ายโทรคมนาคม กฟผ. ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของ Data Center โดยได้เตรียมกรอบงบประมาณ 45,000 ล้านบาท สำหรับปี 2570 ซึ่งส่วนหนึ่งใช้ปรับปรุงโครงข่ายสายส่งหลัก (Main Trunk) เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก เปรียบเสมือนการขยายถนนจาก 4 เลนเป็น 6 เลน

ขณะเดียวกัน กฟผ. กำลังพัฒนาระบบส่งให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน เช่น Battery Energy Storage System (BESS) และ Pumped Storage รวมถึงเทคโนโลยี Grid 2.0 เพื่อบริหารความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและรองรับโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอนาคต

ในมิติพลังงานสีเขียว กฟผ. มีการพัฒนาศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center: REFC) และนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้บริหารจัดการระบบไฟฟ้า แนวทางเหล่านี้สามารถสนับสนุนการเชื่อมโยง Data Center เข้ากับระบบพลังงานสะอาดและเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการลดคาร์บอนและการสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทย

น้ำและการระบายความร้อน: อีกองค์ประกอบสำคัญของ Green Data Center

กฟผ. ยังมีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อระบายความร้อนจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โดยใช้น้ำหล่อเย็น (Cooling Water System) ดูดซับความร้อนส่วนเกินจากไอน้ำผ่านเครื่องควบแน่น (Condenser) ก่อนลดอุณหภูมิและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ หรือระบายคืนสู่แหล่งน้ำภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ความเชี่ยวชาญดังกล่าวอาจต่อยอดสู่การศึกษาระบบบริหารจัดการน้ำและการระบายความร้อนสำหรับ Data Center ซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ประมวลผลอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันควรพิจารณาความมั่นคงด้านน้ำ ความต้องการของชุมชนและภาคส่วนอื่น ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

จาก Data Center สู่ Regional Digital Hub

ศักยภาพด้านไฟฟ้า โทรคมนาคม พลังงานสะอาด และการบริหารจัดการน้ำ เปิดโอกาสให้ กฟผ. มีส่วนสนับสนุนการลงทุน Data Center และกลุ่ม Hyperscaler ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบคลาวด์ระดับโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยอาจต่อยอดจากการเป็นฐานที่ตั้งของ Data Center ไปสู่การเป็น Regional Digital Hub และ Digital Gateway โดยเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและดิจิทัลตามแนว จีน–สปป.ลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์

ความร่วมมือด้านพลังงานผ่านโครงการ LTMS-PIP ซึ่งส่งผ่านไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านระบบของไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดนที่มีอยู่แล้ว ขณะที่โครงข่ายใยแก้วนำแสงและการเชื่อมต่อระหว่างประเทศสามารถเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาเส้นทางรับส่งข้อมูลในภูมิภาค

หากสามารถบูรณาการ Power Grid + Green Energy + Fiber Optic + Data Center เข้าด้วยกัน ไทยก็มีโอกาสพัฒนาเป็น Digital Corridor Hub ที่เชื่อมจีนกับมาเลเซียและสิงคโปร์ สร้างมูลค่าเพิ่มจากการเป็นจุดเชื่อมต่อพลังงาน ข้อมูล และบริการดิจิทัลของภูมิภาค ทั้งนี้ โอกาสดังกล่าวต้องอาศัยการพัฒนาโครงข่าย การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ และกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมควบคู่กัน

ความท้าทาย: กฎหมาย เทคนิค และกลไกธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม การยกระดับศักยภาพของ กฟผ. ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศและภูมิภาคยังมีความท้าทายสำคัญอย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรก คือ ความชัดเจนด้านกฎหมาย โดยเฉพาะการตีความวัตถุประสงค์ตามมาตรา 6 (2 ทวิ) และอำนาจดำเนินกิจการตามมาตรา 9 (1), (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ว่าครอบคลุมการนำโครงข่ายที่มีอยู่ไปใช้สนับสนุนธุรกิจ Data Center และบริการดิจิทัลได้เพียงใด หากการดำเนินการเข้าข่ายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของ กฟผ. ก็ควรพิจารณาขอบเขตอำนาจตามกฎหมายอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้การตีความที่จำกัดเกินจำเป็นกลายเป็นข้อจำกัดของการลงทุนเพื่อธุรกิจโทรคมนาคมของ กฟผ. และ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ด้านที่สอง คือ ข้อจำกัดทางเทคนิคและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ โดยเฉพาะประเด็นข้อกำหนดการสำรองความจุโครงข่ายไว้สองในสามสำหรับกิจการไฟฟ้า ซึ่งควรได้รับการทบทวนบนพื้นฐานข้อมูลการใช้งานจริง ความต้องการสำรองเพื่อความมั่นคง และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ระดับการสำรองสอดคล้องกับความเสี่ยงและความจำเป็น โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงและความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า หากการสำรองในระดับเดิมสูงเกินความจำเป็นจริง ก็อาจทำให้โครงข่ายส่วนที่เหลือไม่สามารถนำไปใช้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

ด้านที่สาม คือ การออกแบบกลไกธุรกิจและการแบ่งปันผลประโยชน์ การนำโครงสร้างพื้นฐานของรัฐมาใช้ไม่ควรเป็นเพียงการเปิดทางให้เอกชนเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่แล้วเพื่อนำไปสร้างกำไร โดยประเทศได้รับประโยชน์อย่างจำกัด แต่ควรกำหนดเงื่อนไขที่โปร่งใสและแข่งขันได้ สะท้อนต้นทุนและมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากร พร้อมสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สาธารณะและเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการลงทุน การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

Opportunity Cost: ต้นทุนของการลงทุนล่าช้าและการลงทุนเกินจำเป็น

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าไทยต้องลงทุน Data Center มากเพียงใด แต่คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของการลงทุนที่ล่าช้าหรือไม่เพียงพอ

ปริมาณแบนด์วิธในประเทศ ซึ่งสะท้อนความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มขึ้นจาก 13.51 Tbps ในเดือนกันยายน 2565 เป็น 20.06 Tbps ในเดือนสิงหาคม 2569 (https://internet.nectec.or.th/iirportal/) หรือประมาณ 48% ในช่วงสี่ปี คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณ 10.40% หากใช้อัตราเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีเป็นสมมติฐานเชิงคำนวณ ปริมาณแบนด์วิธจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณสองเท่าภายในเจ็ดปี หรือเร็วยิ่งกว่านั้นหากอัตราการเติบโตเพิ่มในอัตราเร่ง ตัวเลขนี้สะท้อนความสำคัญของการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานให้ทันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

หากไทยลงทุนล่าช้ากว่าความต้องการ ประเทศอาจสูญเสียโอกาสในการดึงดูด Data Center และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้ง Cloud, AI และบริการดิจิทัล รวมถึงโอกาสในการสร้างงาน รายได้ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ในทางกลับกัน การลงทุนมากเกินความต้องการก็มีต้นทุนเช่นกัน ทั้งเงินลงทุน โครงข่ายไฟฟ้า พลังงาน น้ำ และที่ดิน

ดังนั้น โจทย์เชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “ลงทุนให้มากที่สุด” แต่คือ การลงทุนให้มีขนาดและจังหวะเวลาสอดคล้องกับความต้องการจริง เพื่อให้ต้นทุนของการลงทุนและต้นทุนของการไม่ลงทุนอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ทรัพย์สินของรัฐต้องสร้างประโยชน์สูงสุดต่อสังคม

ตามหลักเศรษฐศาสตร์สาธารณะ โครงข่ายของ กฟผ. เป็นโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สินของรัฐ แม้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจ แต่ก็มีที่มาจากทรัพยากรส่วนรวมของประเทศและควรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวม

การพิจารณาใช้ประโยชน์จากโครงข่ายที่มีอยู่จึงไม่ควรมองเฉพาะรายได้หรือผลตอบแทนทางการเงินของหน่วยงาน หรือผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเจ้าของ Data Center และธุรกิจโทรคมนาคมเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศด้วย

หากสามารถนำโครงข่ายดังกล่าวมาใช้ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด น้ำ และ Data Center อย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ความยั่งยืนต้องควบคู่กับความเป็นธรรม

การดึงดูด Data Center สามารถสร้างเงินลงทุน งาน และรายได้ให้ประเทศ แต่ผู้ใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรจำนวนมากต้องรับผิดชอบต้นทุนที่แท้จริง รวมถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ควรผลักภาระดังกล่าวไปยังประชาชน

หัวใจสำคัญคือการออกแบบระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Regional Digital Hub ให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาด น้ำ และ Data Center สามารถสร้างคุณค่าสูงสุดต่อประเทศ โดยไม่ผลักภาระต้นทุนให้ประชาชน กล่าวคือ เราสามารถออกแบบให้การส่งเสริมกิจการ Data Center โดยผ่านการกำหนดราคาหรือกลไกการใช้ทรัพยากรที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การแบ่งปันผลประโยชน์และต้นทุนอย่างเป็นธรรม (รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI) และการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศที่มีความยั่งยืนและเป็นธรรม

บทสรุป

Data Center ไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้ทรัพยากรของประเทศ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียวที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

กฟผ. จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดหาไฟฟ้าสำหรับ Data Center แต่สามารถเป็นหนึ่งในแกนกลางของ Green Digital Infrastructure ของประเทศไทยและภูมิภาค ด้วยการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้า โครงข่ายใยแก้วนำแสง พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีบริหารจัดการระบบไฟฟ้าเข้าด้วยกัน หากภาครัฐสามารถวางกรอบการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม

ท้ายที่สุด โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียง “จะสร้าง Data Center ที่ไหน” แต่คือ “จะใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศมีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้อย่างไร”

กฟผ. อาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของการสร้าง Green Data Center Infrastructure เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม